bitkub-banner

เจาะลึก Modular Blockchain ทำไมบล็อกเชนยุคใหม่ต้องแยกส่วน?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • บล็อกเชนยุคแรกแบบ Monolithic ต้องแบกรับทุกหน้าที่ไว้ในเครือข่ายเดียว ทำให้เกิดคอขวดและค่าแก๊สพุ่งเมื่อคนใช้งานเยอะ
  • แนวคิด Modular Blockchain แก้ปัญหานี้ด้วยการแยกงานออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นประมวลผล (Execution), ชั้นข้อตกลงร่วม (Consensus) และชั้นจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบ (Data Availability หรือ DA) โดยให้แต่ละส่วนทำงานเฉพาะทางของตัวเอง
  • โปรเจกต์อย่าง Celestia กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของชั้นความพร้อมใช้งานของข้อมูล ช่วยให้ Rollup ต่างๆ ประมวลผลได้เร็วขึ้นและต้นทุนถูกลงอย่างมาก

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish 

เนื่องจากแนวคิด Modular กำลังกลายเป็นมาตรฐานที่โปรเจกต์ใหม่ๆ เลือกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมี Rollup และ Light Node เข้าร่วมเครือข่ายมากเท่าไหร่ ความต้องการใช้งานเชนที่ทำหน้าที่เป็นชั้นข้อมูลอย่าง Celestia ก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวของกลุ่มเหรียญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้

ปัญหาคลาสสิกที่คนในวงการคริปโตฯ มักพบเจอเป็นประจำคือ เมื่อมีผู้ใช้งานเครือข่ายพร้อมกันจำนวนมาก ค่าแก๊สจะพุ่งสูงขี้นและเกิดปัญหา “คอขวด” เนื่องจากบล็อกเชนยุคแรก ถูกออกแบบมาเป็นแบบ Monolithic ที่เครือข่ายเดี่ยวๆ ต้องแบกรับหน้าที่จัดการทุกอย่างเองทั้งหมด ตั้งแต่การประมวลผล Smart Contract ไปจนถึงการจัดเก็บข้อมูล

ซึ่งยิ่งมีการใช้งานมาก ประสิทธิภาพก็ยิ่งลดลง จนกลายเป็นข้อจำกัดในการเติบโตของเทคโนโลยี และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการ Web3 ต้องหันมาพัฒนาแนวคิดใหม่อย่าง “Modular Blockchain” เพื่อแยกส่วนการทำงานและแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ในบทความนี้ทางสยามบล็อกเชนจะพาทำความรู้จัก และเจาะลึกสถาปัตยกรรม “Modular Blockchain” ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก Web3 ในปี 2026

ทำความรู้จัก Monolithic VS Modular

ที่มาภาพ : celestia

เมื่อเปรียบเทียบสองระบบนี้จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น โดย Monolithic Blockchain คือ บล็อกเชนที่เครือข่ายเดียวต้องรับผิดชอบและประมวลผลทุกอย่างตามลำดับด้วยตัวเอง แม้จะมีข้อดีเรื่องความปลอดภัยและการทำงานร่วมกันที่เบ็ดเสร็จในระบบเดียว แต่ก็มีข้อจำกัดด้านการขยายตัว เพราะยิ่งธุรกรรมเยอะ เครื่องที่ใช้รันระบบก็ต้องแรงและแพงขึ้นตาม ส่งผลให้คนทั่วไปเข้าถึง เพื่อช่วยรันระบบยาก และอาจนำไปสู่การรวมศูนย์ ในที่สุด

ในขณะที่ Modular Blockchain ใช้แนวคิดตรงกันข้าม โดยแยกหน้าที่ออกเป็นชั้นๆ แบบเฉพาะทาง (Specialized Layer) แล้วนำมาต่อยอดร่วมกันเหมือนตัวต่อเลโก้ เพื่อให้แต่ละส่วนทำงานที่ตนเองถนัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

แนวคิดนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญของบล็อกเชน ทำให้เครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้มหาศาล โดยที่ผู้ใช้งานทั่วไปยังสามารถเข้ามาช่วยตรวจสอบเครือข่ายได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาการกระจายศูนย์ (Decentralization) ควบคู่ไปกับความปลอดภัย

ชำแหละหน้าที่ 3 ชั้นของ Modular Blockchain

ที่มาภาพ : pintu

Modular Blockchain จะแยกการทำงานออกเป็น 3 ชั้นหลัก ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาคอขวด ดังนี้

1. Execution Layer (ชั้นประมวลผล)

ทำหน้าที่รัน Smart Contract และประมวลผลธุรกรรมต่างๆ เปรียบเหมือนครัวที่คอยปรุงอาหารตามออเดอร์มคำสั่งที่เข้ามา ซึ่งตัวอย่างในโลกจริงคือ พวก Layer 2 หรือ Rollups ต่างๆ อย่างเช่น Arbitrum และ Optimism ที่เน้นประมวลผลธุรกรรมให้เร็วที่สุด

2. Consensus Layer (ชั้นข้อตกลงร่วมกัน)

ทำหน้าที่จัดลำดับธุรกรรม และตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน เปรียบเหมือนพนักงานรับออเดอร์ที่คอยจัดคิว เพื่อป้องกันปัญหาการใช้เงินซ้ำซ้อน (Double Spending) และรักษาความปลอดภัยให้เครือข่าย

3. Data Availability (DA) Layer (ชั้นความพร้อมใช้งานของข้อมูล)

ชั้นนี้คือ หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาคอขวด มีหน้าที่เก็บและเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดสู่สาธารณะเพื่อให้ทุกคนเข้ามาตรวจสอบได้ว่า ไม่มีใครโกง ซึ่งเชนยุคใหม่อย่าง Celestia ได้เข้ามาแก้ปัญหานี้ โดยใช้เทคนิคที่ช่วยให้โหนดขนาดเล็ก (Light Node) สุ่มตรวจข้อมูลบางส่วนได้อย่างปลอดภัย

ลองนึกภาพว่าต่อให้ Rollup จะประมวลผลธุรกรรมได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีพื้นที่สำหรับ “แปะ” หรือเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นในราคาที่ถูกและปลอดภัย ผู้ตรวจสอบก็จะไม่สามารถเช็กความถูกต้องของข้อมูลเพื่อป้องกันการโกงได้เลย ซึ่งปัญหานี้ถูกแก้ไขด้วยโปรเจกต์อย่าง Celestia ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น DA Layer (ชั้นความพร้อมใช้งานของข้อมูล) โดยใช้เทคนิคอย่าง Data Availability Sampling (DAS) ที่ช่วยให้โหนดขนาดเล็ก (Light Node) สามารถสุ่มตรวจข้อมูลเพียงบางส่วน แต่ให้ความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยได้เทียบเท่ากับการตรวจข้อมูลทั้งหมด

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ในโลกแบบเก่า (Monolithic) ทุกแอปพลิเคชันต้องแย่งพื้นที่บนเชนเดียวกัน ทำให้ค่าแก๊สพุ่งสูงลิ่วเมื่อคนใช้งานเยอะ แต่ในโลกแบบใหม่ (Modular) แอปพลิเคชันบน Rollup สามารถประมวลผลตัวเองแยกต่างหาก แล้วส่งแค่ “ข้อมูลสรุป” ไปแปะไว้บนเชนเฉพาะทางอย่าง Celestia ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าการแย่งพื้นที่บนเชนหลักมาก 

ยิ่งไปกว่านั้น หากยิ่งมีคนมาร่วมรัน Light Node มากขึ้น เครือข่ายก็ยิ่งรองรับข้อมูลได้มหาศาลขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ Rollup ต่างๆ สามารถใช้งานพร้อมกันได้จำนวนมากโดยที่ระบบไม่เกิดการติดขัดหรือเกิดคอขวด

ประโยชน์ที่จะได้รับหลักเกิดการแยกส่วน

การที่แต่ละชั้น แยกกันทำงานตามความเชี่ยวชาญในระบบ Modular Blockchain ก็จะส่งผลดีต่อผู้ใช้งานและผู้พัฒนาโดยตรง ดังนี้

1.ธุรกรรมรวดเร็วทันใจ  

เนื่องจากการประมวลผล (Execution Layer) ถูกแยกออกมาต่างหาก ไม่ต้องไปรอคิวทำธุรกรรมร่วมกับแอปพลิเคชันอื่นๆ บนเชนหลัก ทำให้ระยะเวลาการยืนยันธุรกรรมไวขึ้นมาก

2.ค่าแก๊สถูกลงอย่างเห็นได้ชัด 

ผู้ใช้งานไม่ต้องแย่งกันประมูลค่าแก๊ส เพื่อซื้อพื้นที่บล็อกกับคนทั้งเครือข่าย ประกอบกับต้นทุนในการฝากข้อมูลบน DA Layer ต่ำกว่าเชนแบบเก่ามาก ค่าธรรมเนียมจึงลดลงมหาศาล

3. นักพัฒนาปรับแต่งระบบได้อย่างอิสระ 

ผู้สร้างสามารถออกแบบกลไก และการทำงานของเชนตัวเองได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องรอขออนุมัติหรือปรับเปลี่ยนข้อตกลงร่วมกันจากคนทั้งเครือข่ายเหมือนบล็อกเชนยุคก่อน เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น

4. ขยายตัวรองรับผู้ใช้ได้ไม่จำกัด 

ระบบสามารถเพิ่มเครือข่ายย่อยๆ หรือ Rollup ใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริมพลังได้เรื่อยๆ โดยที่เชนเก็บข้อมูลด้านล่างยังคงรองรับได้อย่างสบายๆ ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องอัปเกรดฮาร์ดแวร์หลักให้ยุ่งยาก

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจาก Monolithic ไปสู่ Modular Blockchain ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัด 3 เสาหลักของบล็อกเชน โดยยังคงรักษาความปลอดภัยและความกระจายศูนย์เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ผ่านการแยกหน้าที่การทำงานและนวัตกรรมใหม่อย่าง Data Availability Layer

สำหรับนักลงทุนและผู้ใช้งานทั่วไป การเข้าใจแนวคิดแบบโมดูลาร์นี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการมองภาพอนาคตของ Web3 เพราะไม่ว่าจะเป็นระบบ DeFi, GameFi หรือ NFT ในอนาคต ต่างก็ต้องหันมาทำงานร่วมกันบนโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือแนวทางสำคัญที่จะพาเทคโนโลยีบล็อกเชนก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จนสามารถรองรับผู้ใช้งานในระดับพันล้านคนทั่วโลกได้จริง

ที่มา : celestia


มุมมองผู้เขียน : Modular Blockchain ดูเหมือนจะเป็นทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว เพราะมันแก้ปัญหาที่ Monolithic Chain แก้ไม่ได้จริงๆ นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่างความเร็ว ต้นทุน และการกระจายศูนย์ไปพร้อมกัน

สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือการแข่งขันในชั้น Data Availability จะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เพราะใครก็ตามที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้ได้ มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นเสาหลักของระบบนิเวศ Rollup ทั้งหมดในอนาคต