bitkub-banner

‘ต้นฮ้อ’ ผู้ก่อตั้ง KULAP เผยเคยเจ็บจาก Bitcoin ก่อนพลิกกลับมากำไร 10 เท่า 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • คุณต้นฮ้อ พลากร ยอดชมญาณ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง KULAP แพลตฟอร์มเทรดคริปโตแบบกระจายศูนย์ของไทย เปิดเผยว่าเ คยขาดทุน Bitcoin กว่า 50% ในปี 2018 แต่ตัดสินใจถือยาวจนพอร์ตพลิกกลับมาเป็นบวกถึง 10 เท่า
  • คุณต้นฮ้อ ชี้ว่า ไม่จำเป็นต้องรอจังหวะ Bottom เป๊ะๆ เพราะปัจจัยสำคัญกว่าคือ การถือครองในระยะยาว พร้อมยกข้อมูลต้นทุนการขุดจาก JP Morgan มาสนับสนุน
  • ล่าสุดคุณต้นฮ้อโพสต์กราฟจาก checkonchain ระบุว่า ช่วงเวลาทองของการออม Bitcoin ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว พร้อมแฮชแท็ก #ออมก่อนได้เปรียบ

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

มุมมองของต้นฮ้อเป็นการให้กำลังใจนักลงทุนรายย่อยให้สะสม Bitcoin ต่อเนื่องมากกว่าการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่จะขยับราคาในทันที เนื้อหาเน้นเรื่องกลยุทธ์การถือระยะยาวและจิตวิทยาการลงทุน จึงมีผลทางอ้อมต่อ sentiment ของตลาดในกลุ่มนักลงทุนไทยมากกว่าจะกระทบราคาโดยตรง

ในโลกของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขึ้นชื่อเรื่องความผันผวนอย่าง Bitcoin หลายคนอาจมองหาจังหวะที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเข้าช้อนซื้อในจุดที่ต่ำที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญรุ่นแรกๆ เอง ก็ออกมาเปิดเผยว่า เคยผ่านความเจ็บปวดจากการ “ติดดอย” มาก่อนเช่นกัน 

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา คุณ ‘ต้นฮ้อ’ พลากร ยอดชมญาณ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง KULAP แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตแบบ Decentralized (DEX) สัญชาติไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ผ่านคลิปวิดีโอ พร้อมให้ข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังลังเลในการสะสม Bitcoin

คุณต้นฮ้อถือเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่รู้จักและตื่นเต้นกับราคาของ Bitcoin ตั้งแต่ช่วงที่กระแสยังไม่เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง แต่เส้นทางการลงทุนของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ 

โดยคุณต้นฮ้อได้เปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอในเฟสบุ๊กส่วนตัว “TonHor Palakorn” ว่า  ตนเองเคยผ่านช่วงเวลาที่พอร์ตติดลบหนักมากกว่า 50% คิดเป็นเงินหลักแสนบาท แต่ด้วยกลยุทธ์การถือระยะยาว (Hold) ในที่สุดผลตอบแทนก็พลิกกลับมาบวกถึง 10 เท่า

ที่มาภาพ : tonhor

ในคลิปวิดีโอ  คุณต้นฮ้อเล่าว่า “ในอดีตเนี่ย ผมเคยขาดทุน Bitcoin มากกว่า 50% ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่า มันเกิน 50 ไปเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นดูแค่ว่าพอร์ตลงทุน มันลดลงเกินครึ่งหนึ่ง เราก็ไม่สนใจแล้ว ปล่อยมันทิ้งไป แต่ตอนนั้นมันเป็นอดีตที่นานมากแล้ว น่าจะอยู่ที่ปี 2018” 

จำได้ว่าราคา  Bitcoin มันร่วงลงมาจากจุดสูงสุด แล้วเราก็คิดว่า เป็นราคาที่ร่วงลงเยอะแล้ว เราก็เลยไปซื้อตรงนั้น พอซื้อเสร็จมันราคามันร่วงลงต่อ จากราคาที่เราซื้อมันลงเกิน 50% ซึ่ง 50% ณ ตอนนั้นมันคือ เราเสียหายไปหลักแสนเหมือนกัน 

แต่ปัจจุบัน ผมจะบอกว่า เรามองย้อนกลับไป จริงๆ เราแฮปปี้มากที่ เราได้ซื้อตรงราคานั้น แล้วก็อย่าไปต่อรองว่า เห้ย เดี๋ยวมันต้องร่วงลงไป Bottom (จุดต่ำสุด) อีกในปัจจุบัน 

จากประสบการณ์ของผมนะ พี่ไม่ต้องไปต่อรองเลย  เพราะเมื่อเวลามันผ่านไป และเราถือยาว ข้ามมา  เราไม่ต้องสนใจเลยว่า เราจะได้ซื้อที่ Bottom (จุดต่ำสุด) ไหม เราแค่ถือให้ยาวนานก็พอ 

พี่ดูกราฟนี้นะ พี่เห็นเส้นสีม่วงป่ะ กรอบของเส้นสีม่วง อันนี้คือ กลุ่มต้นทุนของพวกนักขุด (miner) ในการขุด กลุ่มสีม่วงมันจะมี range ของราคา เพราะว่า บางเหมืองขุดก็มีต้นทุนในการขุดที่ไม่เท่ากัน 

และหากดูจากข้อมูลของ JP morgan อันนี้ เขาก็บอกเลยว่า เหมือง Bitcoin ที่ขุดอยู่ตอนนี้ มีต้นทุนอยู่ราวๆ  78,000 ดอลลาร์ 

แล้วราคา Bitcoin ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60,000 ต้นๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นมันจะมีเหมืองจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาบอกว่า มีอยู่  20% ที่เหมืองขาดทุนอยู่ เพราะฉะนั้นการที่เราได้ซื้อแถว ๆ ราคานี้ ประมาณ 60,000 ต้นๆ ผมว่า มันเป็นการสะสมรอบใหม่ที่ดี ไม่จำเป็นต้องไปกะเก็งว่า เดี๋ยวรอจุดต่ำสุด 

พี่ลองย้อนกลับไป ตอนผมซื้อ ผมซื้อแล้วขาดทุนอีก 50-60% วันนี้ยังแฮปปี้เลย เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองไปข้างหน้า ราคานี้เป็นราคาที่สามารถสะสมแล้ว เก็บออมได้”

ล่าสุดในวันนี้  (17 พฤษภาคม) คุณต้นฮ้อได้โพสต์ข้อความลงบนเฟสบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง พร้อมรูปภาพกราฟมาจากเว็บไซต์ checkonchain ซึ่งเป็นกราฟจำลองข้อมูลเชิงลึกบนบล็อกเชนของบิตคอยน์ โดยระบุว่า ช่วงเวลาของการออมที่ดีที่สุด ได้เลยครึ่งทางไปแล้ว หรือถ้าพูดให้ชัด มันได้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว” 

ที่มาภาพ : tonhor

ซึ่งจากภาพ กราฟข้อมูลสถิติ จะเห็นได้ว่า กราฟแถบสีด้านล่างสุด (ชมพู-เหลือง-เขียว) เป็นดัชนีชี้วัดโซนราคา โดยลูกศรชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันดัชนีตกลงมาอยู่ในโซนสีเขียวด้านล่างสุด ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นโซนที่ราคาค่อนข้างถูกหรือเป็นช่วงสะสมของ


มุมมองผู้เขียน : เรื่องราวของต้นฮ้อสะท้อนมุมมองที่คนเพิ่งเริ่มลงทุน Bitcoin มักนึกไม่ถึงว่า แม้แต่คนที่เชี่ยวชาญในตลาดมานานก็เคยเจ็บหนักและขาดทุนยับเยินมาก่อน แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาผ่านวิกฤตเหล่านั้นมาได้ คือความอดทนต่อความผันผวนของราคา และความใจแข็งพอที่จะถือสินทรัพย์ไว้ในระยะยาว