สรุปข่าว
- GENIUS Act ครบรอบ 1 ปี แต่รายละเอียดปฏิบัติยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจาก OCC และ FDIC อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำกฎเกณฑ์ปลีกย่อย
- สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดที่สุดคือสหรัฐฯ มีกรอบนโยบายกลางสำหรับ Stablecoin และมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจนขึ้น แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะสมบูรณ์
- ร่างกฎหมายฉบับใหญ่อย่าง Clarity Act ยังไม่ผ่านการอนุมัติ ทำให้ตลาดคริปโตยังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มอัตรา
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ครบรอบ 1 ปีการผ่านกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเป็นกรอบการกำกับดูแล Stablecoin สหรัฐฯ ปัจจุบัน ภาพรวมของตลาดยังคงเงียบเหงาเนื่องจากรายละเอียดปฏิบัติจริงยังอยู่ระหว่างการยกร่างและทำประชาพิจารณ์โดยหน่วยงานหลักอย่าง OCC และ FDIC ทั้งนี้ แม้กฎหมายย่อยจะยังไม่บังคับใช้เต็มรูปแบบ แต่ก็ถือว่าสหรัฐฯ ได้สร้างทิศทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านนโยบายที่เป็นรูปธรรมขึ้นมากในรอบปีที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการผ่านร่างกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act หรือ GENIUS Act แต่ในปัจจุบันตลาดกลับยังคงซบเซาจนหลายคนอาจสงสัยว่ากฎหมายตัวนี้ทำหน้าที่อะไรไปแล้วบ้าง
ในบทความนี้เราจึงจะพาทุกท่านมาย้อนดูกันว่าในช่วงปีที่ผ่านมา GENIUS Act ได้ยกระดับตลาดคริปโทให้เปลี่ยนไปอย่างไร ?
กฎหมายวางกรอบ แต่รายละเอียดยังไม่นิ่ง
ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ระหว่างการร่างกฎเกณฑ์ในรายละเอียดที่ผู้ออก stablecoin จะต้องปฏิบัติตาม เนื่องจากตัวกฎหมาย GENIUS Act เองเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่กำหนดแนวทางเท่านั้น ส่วนรายละเอียดเชิงลึกถูกส่งต่อให้หน่วยงานอย่าง Office of the Comptroller of the Currency (OCC) และ Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) เป็นผู้กำหนด
ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีการผ่านกฎหมายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการบังคับใช้เต็มรูปแบบ แต่ก็มีการพัฒนาคืบหน้าขึ้นอย่างเป็นระยะอย่างเห็นได้ชัด
Ji Hun Kim ซีอีโอของ Crypto Council for Innovation มองว่า การผ่านกฎหมายนี้เป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม โดยระบุว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการต่างกำลังสร้างการเติบโตบนรากฐานที่ชัดเจนขึ้น และ stablecoin เองก็กำลังเคลื่อนเข้าสู่กระแสหลักอย่างรวดเร็ว
ความคืบหน้าจากหน่วยงานกำกับดูแล
ฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแล ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาได้คอยทยอยเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎเกณฑ์ในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่นข้อกำหนดการ KYC
สำหรับประเด็นดังกล่าวได้มีข้อเสนอให้ผู้ออก stablecoin ต้องตรวจสอบข้อมูลลูกค้าในลักษณะเดียวกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม อีกทั้ง FDIC ยังมีการเผยแพร่คำถามกว่า 144 ข้อเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลผู้ออก stablecoin ครอบคลุมประเด็นการดูแลทรัพย์สิน มาตรฐานเงินกองทุน และสภาพคล่องอีกด้วย แต่กว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้จะเสร็จสมบูรณ์และเริ่มบังคับใช้จริงก็อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน
อุตสาหกรรมเฝ้ารอ Clarity Act
ในขณะที่ GENIUS Act มุ่งเน้นเฉพาะ stablecoin เพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมคริปโทฯ ยังคงผลักดันกฎหมายอีกฉบับที่ครอบคลุมกว้างกว่า นั่นคือ Digital Asset Market Clarity Act ซึ่งจนถึงขณะนี้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ
ประเด็นที่ยังคาราคาซังและเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการผ่านร่างกฎหมายคือ เรื่อง บทบัญญัติด้านจริยธรรม ที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจคริปโทฯ ของตนเอง ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างสองพรรคในประเด็นนี้
สมาชิกวุฒิสภา Elizabeth Warren ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยข้อมูลทางการเงินโดยสมัครใจ ครอบคลุมถึงครึ่งแรกของปี 2026 หลังจากที่รายงานการเปิดเผยทรัพย์สินปี 2025 ของเขาระบุว่าทำกำไรจากธุรกิจคริปโทฯ ต่างๆ ไปกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์
ในอีกด้านหนึ่ง คณะอนุกรรมการสินทรัพย์ดิจิทัลของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี ส.ส. Bryan Steil เป็นประธาน ได้จัดการไต่สวนเกี่ยวกับประโยชน์ของ Clarity Act โดยย้ำว่าเป้าหมายคือการแทนที่การกำกับดูแลผ่านการบังคับใช้กฎหมายด้วยกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
สรุปภาพรวม
ตลอดหนึ่งปีของการผ่านกฎหมาย GENIUS Act สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุด ดูเหมือนจะเป็นด้านทิศทางมากกว่ารายละเอียดปฏิบัติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบัดนี้ สหรัฐฯ ได้มีกฎหมายกลางสำหรับ stablecoin เป็นครั้งแรก และหน่วยงานกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะวางกฎเกณฑ์ไปในทิศทางใด
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้จริงยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่กฎหมายฉบับใหญ่กว่าอย่าง Clarity Act ซึ่งจะวางกรอบกว้างขึ้นสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ยังคงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อโค้งสุดท้ายที่ถ้าหากพลาดอาจต้องรอเวลาอีกนานนับปีถึงจะได้มีโอกาสกลับขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง
ที่มา : Coindesk
มุมมองผู้เขียน : แม้ GENIUS Act จะช่วยเปิดประตูให้ Stablecoin ถูกดึงเข้าสู่ระบบการเงินหลักได้อย่างเป็นทางการ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองรอบ Clarity Act กำลังกลายเป็นคอขวดสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตภาพรวม ส่งผลให้ตลาดคริปโทฯ ยังหยุดชะงักและเต็มไปด้วยความคลุมเครือ

