bitkub-banner

รายย่อยเกาหลีใต้แห่ย้ายค่าย ทิ้งคริปโตซบตลาดหุ้น KOSPI หลังราคาพุ่งแรง 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันบน 5 กระดานเทรดคริปโตรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้แก่ Upbit, Bithumb, Coinone, Korbit และ Gopax ดิ่งลงถึง 89% ในรอบ 1 ปี จาก 2.82 พันล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 305 ล้านดอลลาร์
  • ดัชนีหุ้น KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นกว่า 114% ในรอบ 12 เดือน ดึงดูดเม็ดเงินเก็งกำไรจากนักลงทุนรายย่อย ให้ออกจากตลาดคริปโตไปอย่างมีนัยสำคัญ
  • กระดานเทรดขนาดเล็กอย่าง Korbit เริ่มได้รับผลกระทบอย่างหนัก ถึงขั้นต้องเทขายเหรียญในคลัง เพื่อประคองธุรกิจ ขณะที่นักลงทุนสถาบันเริ่มขยับเข้ามาแทนที่ช่องว่างที่รายย่อยทิ้งไว้

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการโยกย้ายเงินทุนภายในประเทศเกาหลีใต้เป็นหลัก ไม่ได้บ่งชี้ถึงการเทขายคริปโตครั้งใหญ่ระดับโลกหรือความเชื่อมั่นที่พังทลายในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม แรงกดดันจึงกระจุกตัวอยู่ที่สภาพคล่องของกระดานเทรดสกุลเงินวอนและรายย่อยในประเทศ มากกว่าจะลามไปกระทบราคาคริปโตในตลาดโลก

กิจกรรมการซื้อขายบน 5 กระดานเทรดคริปโตเคอเรนซีรายใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ ดิ่งลงอย่างรุนแรงตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดของตลาดหุ้นภายในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ความสนใจในการเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยกำลังหมุนเวียนเปลี่ยนทิศทางไปสู่ตลาดหุ้นแทน 

โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลของ Cointelegraph ชี้ว่า ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ปริมาณการซื้อขายบนแพลตฟอร์มคริปโตที่ใช้สกุลเงินวอนกลับหดตัวลงอย่างหนัก

จากการเปรียบเทียบข้อมูลปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมงของกระดานเทรดยักษ์ใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Upbit, Bithumb, Coinone, Korbit และ Gopax ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เทียบระหว่างปี 2025 และปี 2026 พบว่า ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมกันดิ่งลงถึง 89% จากระดับ 2.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน เหลือเพียงประมาณ 305 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น 

นอกจากนี้ สำนักข่าว ZDNet Korea ยังรายงานว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมที่ลดลงอย่างหนัก กดดันให้บางแพลตฟอร์มต้องนำเหรียญในคลังออกมาเทขายเพื่อพยุงธุรกิจ เช่น กระดานเทรด Korbit ที่ต้องขาย Bitcoin จำนวน 15 BTC และ 60 ETH เพื่อระดมเงินราว 1.6 พันล้านวอน หรือประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หากเกาหลีใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดคริปโตรายย่อยที่คึกคักที่สุดในโลกต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้ และความนิยมในตลาดหุ้นยังคงดำเนินต่อไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดคริปโต และกดดันแพลตฟอร์มขนาดเล็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หุ้น KOSPI พุ่งแรง 114% ดึงดูดเม็ดเงินรายย่อย ออกจากตลาดคริปโต

ข้อมูลจาก Yahoo Finance ณ วันที่ 22 กรกฎาคมระบุว่า ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 114.44% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการย่อตัวลงมาบ้างจากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนก็ตาม

ตัวเลขการเติบโตของตลาดหุ้นที่ร้อนแรงนี้ แตกต่างกับกิจกรรมการซื้อขายที่ซบเซาลงบนกระดานเทรดคริปโตสกุลเงินวอนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่านักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้ได้หันไปให้ความสนใจกับตลาดหุ้นแทนอย่างเห็นได้ชัด

นักลงทุนรายย่อยเกิดภาวะถดถอย เปิดทางสถาบันการเงินก้าวเข้ามาแทนที่

รายงานวิจัยจาก Tiger Research ที่เผยแพร่บน CoinGecko ระบุว่า การลดลงของกิจกรรมการซื้อขายคริปโตในเกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพราะราคาสินทรัพย์ที่อ่อนแอเพียงอย่างเดียว แต่นักลงทุนยังเกิด “ภาวะเหนื่อยล้า” จากเรื่องเล่าในอดีตที่ถูกนำมาฉายซ้ำ และโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่ไม่สามารถทำได้จริงตามที่สัญญาไว้ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้น KOSPI ที่พุ่งขึ้นก็กลายเป็นทางเลือกใหม่ในการสร้างผลตอบแทนที่ดึงดูดใจมากกว่า 

อย่างไรก็ตาม Tiger Research มองว่า ความห่างของปริมาณการซื้อขายหุ้นและคริปโต ไม่ได้แปลว่าชาวเกาหลีใต้หมดความสนใจในคริปโต แต่หมายความว่า พวกเขามีทางเลือกทางการเงินมากขึ้น

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยเริ่มถอยออกไป แต่เหล่านักลงทุนสถาบันกลับเริ่มก้าวเข้ามาแทนที่ ทั้งธนาคารและกลุ่มทุนทางการเงินต่างเร่งเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Stablecoin อิงเงินวอน, การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน (RWA) รวมถึงการเข้าไปลงทุนในกระดานเทรดคริปโตต่างๆ 

 ซึ่ง Tiger Research สรุปทิ้งท้ายว่า แม้ว่ากลุ่มสถาบันจะยังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นปรับตัว แต่การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันเหล่านี้ ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี และสามารถเข้ามาทดแทนการถอนตัวของนักลงทุนรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่มา : cointelegraph


มุมมองผู้เขียน : ตราบใดที่ KOSPI ยังให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดกว่า รายย่อยก็จะยังคงอยู่ห่างจากคริปโตต่อไปอีกระยะ แต่การเข้ามาของสถาบันการเงินในช่วงเวลานี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Stablecoin และ RWA เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ตลาดคริปโตเกาหลีใต้อาจกลับมาแข็งแกร่งขึ้นในรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าเดิม แทนที่จะพึ่งพาแรงเก็งกำไรจากรายย่อยเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา