bitkub-banner

Visa เตรียมลงทุนเพิ่มใน Stablecoin หลังกระแสคริปโตไม่มีทีท่าว่าจะหายไป

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Visa เปิดเผยรายได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณอยู่ที่ 11,600 ล้านดอลลาร์ (~3.71 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากปริมาณธุรกรรมชำระเงินและธุรกรรมข้ามพรมแดนที่เติบโตในระดับสองหลัก
  • ในการประชุมนักวิเคราะห์ Visa เผยกลยุทธ์ stablecoin แบบครบวงจร ระบุว่าเข้าไปลงทุนในทุกชั้นของระบบนิเวศ stablecoin ตั้งแต่บล็อกเชน การออกเหรียญ กระเป๋าเงิน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงแอปพลิเคชัน พร้อมเข้าร่วมกลุ่ม OpenStandard consortium เพื่อออกเหรียญ OpenUSD
  • Visa ยังมองว่า stablecoin และ AI เป็นเทคโนโลยีที่เสริมกัน โดย stablecoin จะปรับโฉมระบบหลังบ้านของการค้า ขณะที่ AI จะเปลี่ยนโฉมหน้าบ้าน ผ่านเทรนด์ agentic commerce ที่บริษัทเชื่อว่าจะขยายตลาดและขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Visa ประกาศเดินหน้าลงทุนในทุกชั้นของระบบนิเวศ stablecoin อย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณบวกที่ตอกย้ำว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่มองเห็นศักยภาพของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว ข่าวนี้อาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลุ่ม stablecoin และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่เกี่ยวข้อง แม้จะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคาเหรียญใดเหรียญหนึ่งในทันที

Visa รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณด้วยรายได้ 11,600 ล้านดอลลาร์ (~3.71 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตในระดับสองหลักทั้งปริมาณธุรกรรมชำระเงิน ธุรกรรมข้ามพรมแดน และจำนวนธุรกรรมที่ประมวลผล พร้อมกันนี้ ในการประชุมนักวิเคราะห์ Visa ยังได้เปิดเผยกลยุทธ์ด้าน stablecoin อย่างละเอียด โดยระบุว่าบริษัทกำลังลงทุนในทุกชั้นของระบบนิเวศ stablecoin ตั้งแต่บล็อกเชนไปจนถึงแอปพลิเคชัน พร้อมชูจุดขายเรื่อง OpenUSD และการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับธุรกิจการชำระเงินในอนาคต

ลงทุนครบทุกชั้นของ stablecoin ตั้งแต่บล็อกเชนถึงแอปพลิเคชัน

Visa อธิบายในการประชุมนักวิเคราะห์ว่าบริษัทเข้าไปมีส่วนร่วมและลงทุนในทุกชั้นของโครงสร้าง stablecoin ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเชน การออกเหรียญ กระเป๋าเงินดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน การประสานงานระบบ ไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชัน โดยระบุว่าในไตรมาสนี้มีความคืบหน้าอย่างชัดเจนทั้งในชั้นการออกเหรียญและชั้นแอปพลิเคชัน ที่น่าสนใจคือ Visa ได้เข้าร่วมกลุ่ม OpenStandard consortium ซึ่งมีแผนจะออกเหรียญ OpenUSD สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนระดับโลก

Visa เปิดเผยว่าแพลตฟอร์ม stablecoin ของบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อให้พาร์ทเนอร์สามารถชำระบัญชีกับ Visa ผ่าน stablecoin ได้ พร้อมรองรับบริการกระเป๋าเงินบนบล็อกเชนแบบครบวงจร (wallet-as-a-service) และเปิดทางให้เคลื่อนย้ายเงินระหว่างสกุลเงินฟีแอทกับ stablecoin โดยเริ่มจาก OpenUSD เป็นสกุลแรก นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังจะเชื่อมต่อกับ Pismo เพื่อรองรับเงินฝากแบบโทเคน (tokenized deposits) สำหรับสถาบันการเงิน โดยมีแผนจะเพิ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเงินฝากแบบโทเคนจากบุคคลที่สามในอนาคต

มอง Stablecoin และ AI เป็นสองเทคโนโลยีที่เสริมกัน

นอกเหนือจากเรื่อง stablecoin แล้ว Visa ยังชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI คือหนึ่งในพื้นที่การเติบโตระยะยาวที่สำคัญของบริษัท โดยมองว่า stablecoin และ AI เป็นเทคโนโลยีที่เสริมกันในระบบนิเวศการค้า Visa ระบุว่า

หาก stablecoin กำลังปรับโฉมระบบหลังบ้านของการค้า เรามองว่า AI กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าบ้าน เราเชื่อว่า agentic commerce จะขยายตลาดที่เราสามารถเข้าถึงได้ และขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของ Visa

สำหรับผลประกอบการโดยรวม ธุรกรรมข้ามพรมแดนเติบโต 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือเติบโต 12% หากไม่นับรวมธุรกรรมภายในยุโรป ในขณะที่จำนวนธุรกรรมที่ประมวลผลทั้งหมดเพิ่มขึ้น 10% ตามรายงานผลประกอบการของบริษัท


มุมมองส่วนตัวมองว่าท่าทีของ Visa ในครั้งนี้เป็นการยืนยันชัดเจนว่ายักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินไม่ได้มอง stablecoin เป็นแค่กระแสชั่วคราวอีกต่อไป แต่วางเป็นกลยุทธ์หลักที่ลงทุนครบทุกชั้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่น่าจับตาคือการผสมผสาน stablecoin เข้ากับ AI ผ่านแนวคิด agentic commerce ซึ่งถ้าทำได้จริงอาจเปลี่ยนวิธีที่คนซื้อขายและชำระเงินไปอย่างสิ้นเชิงในอนาคต แม้ผลกระทบต่อราคาคริปโตในระยะสั้นจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ในระยะยาวถือเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า stablecoin กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกระแสหลักจริง ๆ

ที่มา: cointelegraph.com