สรุปข่าว
- ธนาคารกลางรัสเซียเสนอร่างกฎเกณฑ์ใหม่ กำหนดเพดานการถือครองคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศของธนาคารไว้ที่ 1% ของเงินกองทุน ผ่านอัตราส่วน N31 และ N32
- ตำแหน่งรับฝากสินทรัพย์ของลูกค้าจะไม่ถูกนับรวมในเพดาน 1% หากธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหาย แต่ยังต้องแบกน้ำหนักความเสี่ยง 50% ส่วนสินทรัพย์ในบัญชีธนาคารเอง จะถูกถ่วงน้ำหนักสูงถึง 1,250%
- คาดว่า กฎจะประกาศใช้จริงในไตรมาส 4 ปี 2026 และมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 10 วัน โดยธนาคารต้องเริ่มรายงานตัวเลข ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
กฎเกณฑ์นี้เป็นมาตรการกำกับดูแลภายในระบบธนาคารของรัสเซีย ยังไม่มีผลโดยตรงต่อสภาพคล่อง หรือดีมานด์ในตลาดคริปโตทั่วโลก และยังอยู่ในขั้นร่างที่ต้องรอเวลาอีกกว่าหนึ่งปีกว่าจะบังคับใช้จริง
ธนาคารกลางแห่งรัสเซียเปิดเผยข้อเสนอ เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อจำกัดสัดส่วนความเสี่ยงจากคริปโตเคอร์เรนซีและตราสารดิจิทัลต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ถือครอง ไม่ให้เกิน 1% ของเงินกองทุนตัวเอง
เป้าหมายหลักคือ ป้องกันไม่ให้ธนาคารแบกรับความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัลมากเกินไป โดยยังคงเปิดทางให้บริการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าดำเนินต่อไปได้ในบางเงื่อนไข
สองอัตราส่วนใหม่ N31 และ N32 คุมทั้งระดับธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ
ร่างกฎหมายฉบับนี้ สร้างเกณฑ์วัดความเสี่ยงขึ้นมาสองระดับ โดยอัตราส่วน N31 จะใช้คำนวณสำหรับสถาบันการเงินรายบริษัทโดยตรง ขณะที่ N32 จะขยายครอบคลุมไปถึงงบการเงินรวม ของทั้งกลุ่มธุรกิจธนาคาร แม้ทั้งสองระดับจะใช้เพดานความเสี่ยงเดียวกันที่ 1% แต่การแยกฐานคำนวณ จะช่วยป้องกันไม่ให้ธนาคารแอบส่งผ่าน หรือซ่อนความเสี่ยงไว้ตามบริษัทลูกในเครือได้
นอกจากนี้ เพดาน 1% ดังกล่าว ยังนับรวมความเสี่ยงคริปโต ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถือครองเหรียญโดยตรง การลงทุนทางอ้อม อนุพันธ์ สินเชื่อ ตราสารหนี้ สัญญา Repo หรือการค้ำประกันใดๆ ที่ผูกติดกับสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยธนาคารจะได้รับอนุญาตให้จับคู่ หักลบสถานะความเสี่ยงได้เฉพาะสินทรัพย์กลุ่มความเสี่ยงต่ำที่มีสภาพคล่องสูงตามเกณฑ์เข้มงวดเท่านั้น ส่วนการถือครองโดยตรง หรือสินทรัพย์เสี่ยงสูงจะถูกประเมินมูลค่าอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่สามารถนำมาหักลบล้างความเสี่ยงกันได้เต็มจำนวน
สินทรัพย์ลูกค้า ใครรับผิดชอบ
จุดที่ธนาคารต้องจับตาเป็นพิเศษคือ การปฏิบัติต่อสินทรัพย์ของลูกค้า หากธนาคารหรือศูนย์รับฝากในเครือต้องเป็นผู้แบกรับความเสียหายเอง ในกรณีที่สินทรัพย์ถูกยึดหรือธุรกรรมถูกจำกัด มูลค่าตรงนั้นจะถูกดึงเข้ามาคำนวณในเพดานความเสี่ยง 1% (N31/N32) ทันที แต่หากโครงสร้างระบุว่า ธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียดังกล่าว สินทรัพย์ของลูกค้าก็จะได้รับการยกเว้นออกจากเพดาน 1% นี้
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ที่ได้รับการยกเว้นก็ไม่ได้หลุดรอดจากการกำกับดูแลไปเสียทีเดียว โดยร่างกฎหมายกำหนดให้น้ำหนักความเสี่ยงสำหรับการรับฝากสินทรัพย์ที่ธนาคารไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบไว้ที่ 50% ในขณะที่การถือครองสินทรัพย์ของธนาคารเอง หรือการรับฝากที่ธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบความเสี่ยงของลูกค้าด้วยนั้น จะถูกคิดน้ำหนักความเสี่ยงสูงถึง 1,250%
ความแตกต่างอย่างมหาศาลนี้ ช่วยเปิดทางให้ธนาคารยังคงให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ลูกค้าได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินกองทุนสูงเกินไป ตราบใดที่ไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายโดยตรง
เส้นทางสู่การบังคับใช้
มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการกำกับดูแลตลาดคริปโต ขนาดใหญ่ของรัสเซียที่กำลังจัดทำขึ้น โดยธนาคารกลางวางแผนจะเผยแพร่ฉบับทางการในไตรมาส 4 ปี 2026 และจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 10 วัน
ส่วนกำหนดการรายงานปริมาณตราสาร และค่า N31/N32 จะเริ่มขึ้น ตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 เป็นต้นไป แม้ว่าแบบฟอร์มการรายงานรายละเอียดจะยังอยู่ในช่วงพัฒนาก็ตาม
ภาพรวมของมาตรการนี้ สะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการเปิดทางให้ธนาคารเข้าถึงคริปโต ได้อย่างมีขอบเขต โดยเน้นการควบคุมความเสี่ยงไม่ให้สูงเกินไป การแยกความรับผิดชอบระหว่างสินทรัพย์ของธนาคาร กับสินทรัพย์ของลูกค้าอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ต้องการให้ธนาคารทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้บริการรับฝากและอำนวยความสะดวก แต่ไม่ได้เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงแทนลูกค้าโดยไม่จำเป็น
ที่มา : cryptoslate
มุมมองผู้เขียน : กฎเกณฑ์ในลักษณะนี้น่าจะเป็นโมเดลต้นแบบที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังจับตาดู เพราะแทนที่จะสั่งห้ามธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องกับคริปโต อย่างสิ้นเชิง รัสเซียกลับเลือกวางกรอบการกำกับดูแลให้มีความชัดเจนแทน ซึ่งในระยะยาวอาจช่วยสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินกล้าเข้ามาให้บริการด้านคริปโต มากยิ่งขึ้น เนื่องจากรับรู้ถึงขอบเขตความเสี่ยงที่แน่นอน

