สรุปข่าว
- JPMorgan ชี้ว่า ราคา Bitcoin ที่ทะยานขึ้นมาเหนือระดับต้นทุนการผลิตที่ประเมินไว้ราว $85,000 จะช่วยลดแรงกดดันการเทขายจากฝั่งนักขุดได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ก่อนหน้านี้ราคา BTC ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิตยาวนานถึง 280 วันติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยาวนานใกล้เคียงกับวิกฤตปี 2018 ที่นักขุดขาดทุนนาน 224 วัน
- อุตสาหกรรมขุดกำลังเบนเข็มไปหารายได้จากธุรกิจ AI มากขึ้น ส่งผลให้ Hash Rate ชะลอตัวลง และลดความเสี่ยงที่ต้นทุนผลิตจะพุ่งเร็วเกินไปในอนาคต
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish
การที่ราคายืนเหนือต้นทุนการผลิตได้สำเร็จ ถือเป็นการปลดล็อกแรงกดดันสำคัญที่กดราคาเอาไว้เกือบทั้งปี เมื่อนักขุดไม่จำเป็นต้องเทขายเหรียญ เพื่อประคองสภาพคล่องอีกต่อไป อุปทานส่วนเกินในตลาดก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อทิศทางราคาในระยะถัดไป
ตามรายงานฉบับวันที่ 23 กันยายน ทีมนักวิเคราะห์จาก JPMorgan ยักษ์ใหญ่ทางการเงินของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า หากราคา Bitcoin (BTC) สามารถพุ่งผ่านต้นทุนการผลิตที่ธนาคารประเมินไว้ที่ประมาณ $85,000 ไปได้ ระดับราคานี้จะช่วยบรรเทาแรงเทขายจากฝั่งนักขุดลงอย่างมาก ตามรายงานจากสื่อคริปโตเคอร์เรนซีชั้นนำ The Block เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา
ข้อมูลจากทีมนักวิเคราะห์ นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou ระบุว่า ราคา Bitcoin ได้ซื้อขายอยู่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตนานถึง 280 วัน ติดต่อกัน ก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นมาทะลุระดับดังกล่าวในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ แม้ในขณะที่รายงาน ราคา Bitcoin (BTC) จะย่อตัวลงมาเล็กน้อย ซื้อขายอยู่แถวๆ $84,621 ดอลลาร์ ลดลง 0.44 % และภายใน 24 ชั่วโมงก็ตาม

ทีมนักวิเคราะห์อธิบายว่า ในเชิงประวัติศาสตร์ ต้นทุนการผลิต ถือเป็น “แนวรับยืดหยุ่น” ที่คอยรองรับราคา Bitcoin เอาไว้เสมอ ซึ่งหากราคาดิ่งลงไปจมอยู่ต่ำกว่าระดับนี้นานเกินไป บรรดานักขุดที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าและอุปกรณ์ในระดับสูง ก็จะไม่สามารถทำกำไรได้อีกต่อไป จนอาจกลายเป็นแรงบีบบังคับให้พวกเขาจำเป็นต้องตัดสินใจเทขาย Bitcoin ที่ถือครองอยู่ ปิดดำเนินการชั่วคราว หรือถึงขั้นต้องถอนตัวออกจากตลาดไปในที่สุด
การปรับตัวของนักขุด และการเปรียบเทียบกับวิกฤตปี 2018
ในช่วงที่อัตรากำไรลดลง นักขุดได้ปรับตัวรับมือ ด้วยการย้ายเครื่องขุดไปยังพื้นที่ที่ค่าไฟฟ้าถูกกว่า, การขายเครื่องขุดรุ่นเก่า และการหยุดใช้งานเครื่องขุดบางส่วน
โดยทีมนักวิเคราะห์ระบุว่า เครื่องขุดที่มีประสิทธิภาพต่ำได้ถูกปลดระเบียบหรือนำไปรีไซเคิล ซึ่งสภาวะตกต่ำที่ยาวนานในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2018 ที่นักขุดต้องแบกรับภาวะขาดทุนนานถึง 224 วัน และการถอนตัวของผู้เล่นที่มีต้นทุนสูง ก็นำไปสู่การลดลงของกำลังการประมวลผล (Hash Rate) และความยากในการขุด
ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรมการขุดจะเติบโต และเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า กลไกการปรับตัวโดยการออกจากตลาดของผู้เล่นต้นทุนสูงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ รายงานระบุว่า ตราบใดที่ราคา Bitcoin ยังประคองตัวอยู่เหนือต้นทุนการผลิต ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับขายของนักขุดลงได้ ส่วนการที่ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นทั้งที่ร่างกฎหมาย Clarity Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ ยังไม่มีความคืบหน้านั้น ทาง JPMorgan มองว่า เป็นผลมาจากการที่นักลงทุนทยอยปิดสถานะเก็งกำไรขาลงเป็นหลัก
การเบนสายไปสู่ AI ช่วยชะลอการเติบโตของ Hash Rate
ทีมนักวิเคราะห์ยังได้กล่าวถึงการปรับทิศทางของอุตสาหกรรมการขุด ขยับไปสู่การประมวลผลสำหรับ AI โดยการที่นักขุดเริ่มเจียดกำลังการผลิตส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดไปรองรับงาน AI ส่งผลให้ Hash Rate ปรับตัวลดลงราว 19% และความยากในการขุดลดลงราว 15% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
ทั้งนี้ บริษัทขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ Hash Rate ลง เนื่องจากติดสัญญาระยะยาวกับฝั่ง AI ซึ่งมีรายงานว่า บริษัท AI ยอมจ่ายค่าบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Premium) เพื่อจับจองพลังงานและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่รองรับการประมวลผลหนักๆ ได้
โดยในช่วงที่ราคา Bitcoin ซบเซาเกือบตลอดทั้งปีนี้ รายได้ที่สูงและมั่นคงต่อเมกะวัตต์จากธุรกิจ AI จึงมีความน่าดึงดูดใจต่อนักขุดอย่างมาก จนส่งผลให้บริษัทขุดที่จดทะเบียนเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการขุดไปให้กับนักขุดนอกตลาด และนักขุดที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
นักวิเคราะห์สรุปว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ จะช่วยยับยั้งการเติบโตที่เกินขอบเขตของ Hash Rate และป้องกันความแออัดของเครือข่าย ขณะเดียวกัน ทิศทางขาขึ้นที่ชะลอตัวลงของ Hash Rate ก็จะส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตขยับตัวช้าลงด้วยเช่นกัน ยกเว้นในช่วงเวลาเกิดปรากฏการณ์ Halving
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : การที่ Bitcoin พุ่งยืนเหนือต้นทุนการผลิตหลังซบเซานาน 280 วัน เป็นสัญญาณโครงสร้างสำคัญที่ชี้ว่า แรงขายจากนักขุดลดลง หากราคา Bitcoin ประคองไปได้ต่อเนื่อง ประกอบกับนักขุดหันไปทำรายได้จาก AI อาจช่วยให้ Hash Rate โตอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ดันต้นทุนสูงไวเกินไป

