bitkub-banner

บราซิลเตรียมใช้กฎรายงานธุรกรรม Self-Custody Wallet มูลค่า $10,000 ขึ้นไป

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้ ธนาคารและกระดานเทรดในบราซิลต้องรายงานต่อสภาควบคุมกิจกรรมทางการเงิน (Coaf) ทุกครั้งที่โอนสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าอย่างน้อย $10,000 เข้าหรือออกจาก Self-custody Wallet ตามมติ BCB 588
  • เกณฑ์นี้ทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องรอให้ธุรกรรมน่าสงสัยก่อน และต้องยื่นรายงานภายในวันทำการถัดไป
  • ต่อจากนั้น มติ BCB 584 จะเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2027 เปิดทางให้ชะลอการโอนคริปโทฯขาออกบางประเภท เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

แนวโน้มที่ส่งผลต่อราคา : Bearish 

การเพิ่มความโปร่งใสและต้นทุนปฏิบัติตามกฎ อาจกดดันกิจกรรมซื้อขายในบราซิลระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รายใหญ่  และบริษัทเทรดที่ย้ายสินทรัพย์บ่อย ประกอบกับเศรษฐกิจคริปโทฯของประเทศหดตัว 1.6% อยู่แล้ว แต่เนื่องจากเป็นกฎของบราซิลเพียงตลาดเดียว การผลต่อราคาในภาพรวมจึงน่าจะจำกัด

สถาบันการเงินที่ได้รับการอนุญาตจากธนาคารกลางบราซิล จะต้องจัดส่งรายงานแจ้งต่อสภาควบคุมกิจกรรมทางการเงินในทันที ที่มีการทำรายการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าตั้งแต่ $10,000 ขึ้นไป ไปยังกระเป๋าเงินแบบ Self-custody หรือรับสินทรัพย์มูลค่าเท่ากัน จากกระเป๋าเงินในลักษณะดังกล่าว

โดยข้อบังคับนี้เป็นไปตามมติ BCB 588 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ กติกาใหม่จะครอบคลุมทั้งรายการฝากและถอน โดยภาระหน้าที่ในการยื่นรายงานจะตกอยู่กับสถาบันการเงินที่เป็นผู้ประมวลผลการโอน ซึ่งต้องจัดส่งรายงานให้แก่ Coaf ภายในวันทำการถัดไป ภายใต้กรอบกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเดิมของบราซิล

ธุรกรรมไม่ต้องน่าสงสัยก็ต้องถูกรายงาน

จุดแตกต่างสำคัญจากเดิมคือ เกณฑ์มูลค่าธุรกรรมจะทำงานโดยอัตโนมัติทันที โดยสถาบันการเงินไม่จำเป็นต้องประเมินก่อนว่า ธุรกรรมนั้นน่าสงสัยหรือไม่ 

การโอนเงินแบบถูกกฎหมายตามปกติระหว่างกระดานเทรดกับกระเป๋าส่วนตัวของลูกค้า จึงถูกส่งเข้าสู่ระบบ Coaf ในทันที เพียงเพราะมีมูลค่าประเภท และเงื่อนไขตรงตามที่กำหนด

ทั้งนี้ แม้บราซิลจะมีกฎบังคับให้รายงานเฉพาะธุรกรรมที่น่าสงสัยอยู่ก่อนแล้ว แต่มาตรการใหม่นี้ ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นอีกชั้น เพื่อช่วยให้ภาครัฐเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนก้อนใหญ่ที่ข้ามเส้นระหว่างแพลตฟอร์มที่ถูกกำกับดูแล กับกระเป๋าเงินแบบ Self-custody ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น แม้ว่าธุรกรรมนั้นๆ จะไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็ตาม

เตรียมรับมือมาตรการ การกักธุรกรรมขาออกเพื่อเฝ้าระวัง 

มาตรการในเดือนตุลาคมนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เพราะมติ BCB 584 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2027 จะเริ่มนำกระบวนการระงับ และกักธุรกรรมชั่วคราวมาใช้เพื่อการเฝ้าระวัง สำหรับการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท ออกจากสถาบันการเงินที่ถูกกำกับดูแล 

โดยธุรกรรมเหล่านั้นอาจถูกชะลอชั่วคราว เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม แต่กรอบกฎหมายก็ยังเปิดช่องให้สามารถปล่อยธุรกรรมได้เร็วกว่ากำหนด หากเข้าเงื่อนไขเฉพาะ

ทั้งนี้ เมื่อนำทั้งสองมาตรการมารวมกัน จะส่งผลให้การสอดส่องและกำกับดูแล ณ จุดเชื่อมต่อที่คริปโทฯ ไหลเข้าหรือออกจากระบบการเงินของบราซิลมีความเข้มงวดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ส่งผลให้กระดานเทรด ธนาคาร และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องเร่งระบุตัวตนของคู่สัญญา ฝั่งกระเป๋าเงินแบบ Self-custody, คำนวณมูลค่าธุรกรรม และเชื่อมต่อระบบการยื่นรายงานกับ Coaf แบบอัตโนมัติ ให้เสร็จสิ้นก่อนเส้นตายในเดือนตุลาคม และหลังจากนั้น ผู้ให้บริการบางส่วนยังจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการกัก และชะลอธุรกรรมขาออกให้พร้อมรองรับการบังคับใช้งานในเดือนมกราคมถัดไปด้วย

กฎใหม่มาในตลาดที่ใหญ่ระดับโลก

Chainalysis รายงานว่า บราซิลมีปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านคริปโทเคอร์เรนซีสูงถึงประมาณ 2.525 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกา และส่งผลให้บราซิลก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ในดัชนีการยอมรับคริปโทฯ ระดับโลกปี 2026 ขณะที่สหรัฐฯ ตามมาเป็นอันดับ 2 ในภาพรวม 

อย่างไรก็ตาม อันดับดังกล่าวนั้นสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของคนหมู่มากในประเทศบราซิล ไม่ใช่การเป็นผู้นำในทุกหมวดหมู่ โดยบราซิลอยู่อันดับ 3 ในด้านปริมาณเงินที่ผ่านบริการคริปโทฯ, อันดับ 4 ในด้านยอดคงเหลือบนบล็อกเชน, อันดับ 3 ในด้านกิจกรรม P2P ภายในประเทศ และอันดับ 2 ในด้านกระแสเงินโอนข้ามพรมแดน

ด้วยขนาดเงินทุนระดับนี้ กฎเกณฑ์การรายงานธุรกรรมจากกระเป๋า Self-custody จึงกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รายใหญ่ บริษัทเทรดดิ้ง และองค์กรที่โอนสินทรัพย์ระหว่างกระดานเทรดกับกระเป๋าส่วนตัวเป็นประจำ ซึ่งจะเป็นกลุ่มแรกที่เปิดใช้งานระบบรายงานอัตโนมัตินี้ทันที

ด้านฝั่งกระดานเทรด ก็ต้องแบกรับต้นทุนการยืนยันตัวตน และจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติม ขณะที่จังหวะการบังคับใช้กฎหมายก็น่าสนใจ เนื่องจากเศรษฐกิจคริปโทฯ ของบราซิลได้หดตัวลง 1.6% พร้อมทั้งมาตรการเข้มงวดนี้ก็ได้เข้ามาซ้ำเติมช่วงที่การเทรดระยะสั้นกำลังชะลอตัวพอดี

ที่มา : cryptoslate


มุมมองผู้เขียน : ผู้ใช้งานรายใหญ่อาจต้องเริ่มปรับตัว ด้วยการกระจายยอดการโอนเป็นก้อนที่เล็กลง หรือหันไปใช้ช่องทาง P2P มากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ภาครัฐต้องขยับปรับเปลี่ยนข้อบังคับตามมาอีกรอบในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่นๆ ที่กำลังชั่งใจเรื่องการกำกับดูแลกระเป๋าเงินแบบ Self-custody ต่างก็กำลังจับตาดูแนวทางของบราซิลในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้เป็นต้นแบบในการวางนโยบายต่อไป