สรุปข่าว
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการ Operation Economic Outcast คว่ำบาตรเครือข่าย A7 ซึ่งเป็นธนาคารเงาที่เชื่อมโยงกับรัสเซียและถูกอิหร่านใช้เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569
- OFAC ขึ้นบัญชี A7 เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วน FinCEN เสนอกฎห้ามสถาบันการเงินสหรัฐฯ โอนเงินที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนย่อยของเครือข่าย พร้อมออกประกาศเตือนให้ธนาคารตรวจจับ
- ตัวเลขปริมาณธุรกรรม 9.15 พันล้านดอลลาร์เป็นยอดสะสมที่ A7 อ้างเอง ไม่ใช่ยอดต่อวัน และ FinCEN ยืนยันธุรกรรมจริงกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ ม.ค. 2568 ถึง มิ.ย. 2569
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้เป็นมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินที่ส่วนใหญ่กระทบระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ไม่มีเหรียญหรือบริษัทคริปโตรายใหม่ถูกระบุชื่อ ราคา Bitcoin และ Ethereum ช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จึงยังไม่เห็นผลกระทบโดยตรงต่อตลาด
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเครือข่าย A7 เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Operation Economic Outcast โดยระบุว่า A7 เป็นธนาคารเงาที่เชื่อมโยงกับรัสเซียและถูกอิหร่านใช้เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ตามรายงานจาก Bull Theory ที่โพสต์ใน X เมื่อช่วงดึกถึงรุ่งเช้าของวันที่ 2 ต.ค. ตามเวลาไทย มาตรการครั้งนี้ประกอบด้วยการขึ้นบัญชีของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และข้อเสนอกฎใหม่ของหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ระบุว่าการดำเนินการนี้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานผิดกฎหมายที่ผู้ต่อต้านสหรัฐฯ ใช้เข้าถึงระบบการเงินโลก
มาตรการที่สหรัฐฯ ใช้กับ A7 ครั้งนี้
OFAC ขึ้นบัญชี A7 เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีนัยสำคัญ ทำให้ทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ถูกอายัด และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องถูกห้าม ขณะเดียวกัน FinCEN เสนอกฎห้ามสถาบันการเงินสหรัฐฯ ประมวลผลการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเปลือกที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนย่อยของ A7 และออกประกาศเตือนให้ธนาคารช่วยตรวจจับและรายงานธุรกรรมน่าสงสัย
ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเครือข่ายนี้ถูกใช้โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) รวมถึงธนาคารกลางอิหร่าน และผู้เกี่ยวข้องกับรัสเซียและอาชญากรไซเบอร์ เพื่อเข้าถึงระบบการเงินโลกโดยเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร สถาบันการเงินต่างประเทศที่รู้เห็นและช่วยอำนวยความสะดวกธุรกรรมขนาดใหญ่ของ A7 ยังเสี่ยงถูกคว่ำบาตรทุติยภูมิด้วย
ตัวเลข 9.15 พันล้านดอลลาร์ ไม่ใช่ยอดต่อวัน
โพสต์ที่แพร่ในโซเชียลระบุว่า A7 มีปริมาณธุรกรรมต่อวัน 9.15 พันล้านดอลลาร์ แต่ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุต่างออกไป ตัวเลขดังกล่าวคือยอดธุรกรรมสะสมประมาณ 7.5 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 9.15 พันล้านดอลลาร์ ซึ่ง A7 อ้างเองว่าคิดเป็นราว 13% ของการค้าต่างประเทศทั้งหมดของรัสเซียในปี 2568 และประมวลผลธุรกรรมมากกว่า 2,000 รายการต่อวัน ตัวเลขนี้มาจากการโฆษณาของ A7 ไม่ใช่งบการเงินที่ตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม
ส่วนตัวเลขที่ FinCEN ยืนยันจากการสอบสวนคือ ตัวแทนย่อยของ A7 ประมวลผลธุรกรรมรวมกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงเดือน ม.ค. 2568 ถึง มิ.ย. 2569
ที่มาของเครือข่ายและความเกี่ยวข้องกับคริปโต
A7 ก่อตั้งในปี 2567 โดย Ilan Shor เศรษฐีชาวมอลโดวาที่หนีคดีและเคยถูกสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรปคว่ำบาตร โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารรัฐของรัสเซีย Promsvyazbank (PSB) เพื่อเป็นทางออกหลังธนาคารรัสเซียรายใหญ่ถูกตัดออกจากระบบ SWIFT เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 OFAC เคยขึ้นบัญชี A7 LLC และ Old Vector LLC ผู้ออกเหรียญ A7A5 สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับรูเบิล รวมถึงกระดานเทรดคริปโต Garantex และ Grinex ไปแล้ว
แม้ A7 จะเกี่ยวข้องกับเหรียญ A7A5 แต่การสอบสวนของหน่วยงานรัฐและบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนชี้ว่า เครือข่ายนี้ทำงานผ่านระบบธนาคารแบบดั้งเดิมเป็นหลัก ด้วยบริษัทเปลือกหลายสิบแห่งในคีร์กีซสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง ไนจีเรีย และซิมบับเว ใช้ใบแจ้งหนี้การค้าปลอมหลอกธนาคารตัวกลางทั่วโลก
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไว้ใน ทำเนียบขาวเตรียมยึดน้ำมันอิหร่านทั้งหมด ตลาดพลังงานและคริปโตเสี่ยงสั่นหนัก ซึ่งมาตรการต่อ A7 ครั้งนี้เป็นอีกด้านหนึ่งของแรงกดดันทางการเงินต่ออิหร่าน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้ต้องแยกให้ออกระหว่างความจริงกับกระแสในโซเชียล ตัวเลข 9.15 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกแชร์ว่าเป็นยอดต่อวันนั้นคลาดเคลื่อนมาก และเป็นตัวเลขที่ A7 โฆษณาเอง เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องของธนาคารเงามากกว่าคริปโต เพราะส่วนใหญ่ของการเลี่ยงคว่ำบาตรทำผ่านบริษัทเปลือกและธนาคารจริง ส่วนมุมที่ว่าเงินจะไหลเข้าคริปโตมากขึ้นก็ยังเป็นเพียงการคาดเดา เพราะสหรัฐฯ ก็ขึ้นบัญชีเหรียญ A7A5 และกระดานเทรดที่เกี่ยวข้องไปแล้ว สิ่งที่น่าจับตาต่อคือ กฎของ FinCEN จะผ่านจริงเมื่อไร และจะมีธนาคารหรือกระดานเทรดต่างประเทศรายไหนถูกลากเข้ามาในคดีเพิ่มหรือไม่
ที่มา: @BullTheoryio
เครดิตภาพจาก @ferozwala

