สรุปข่าว
- นักลงทุนชาวไทยเผยพอร์ตแตะ 25 ล้านบาท หลังทำกำไรราว 15 ล้านบาทใน 10 เดือน โดยไม่ได้เติมเงินเข้าพอร์ตมาหลายปี
- บทเรียนจาก RKLB และ INTC ชี้ว่า จุดสำคัญไม่ใช่แค่หุ้นขึ้นแรง แต่ต้องแยกให้ออกว่า ขึ้นเพราะความหวัง หรือพื้นฐานเปลี่ยนจริง
- หากราคาขึ้นจากกระแสและความคาดหวัง ควรพิจารณา ทยอยล็อกกำไร แต่หากพื้นฐานธุรกิจกำลังเติบโตจริง การถือต่ออาจเปิดโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาว
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
นักลงทุนไทยรายหนึ่งเผยว่า พอร์ตลงทุนของเขาสามารถสร้างผลกำไรได้ราว 15 ล้านบาทในเวลา 10 เดือน จนมีมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท โดยเจ้าตัวยอมรับว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “ฟลุก” พร้อมแชร์บทเรียนจากการลงทุนหุ้นต่างประเทศว่า นักลงทุนต้องแยกให้ออกว่า หุ้นที่กำลังพุ่งขึ้นนั้นเกิดจากกระแสและความคาดหวัง หรือเกิดจากพื้นฐานธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงจริง เพราะหากเป็นเพียงความหวัง การทยอยล็อกกำไรอาจช่วยลดความเสี่ยง ขณะที่หุ้นที่พื้นฐานกำลังเติบโตจริง การขายเร็วเกินไปก็อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญ
นักลงทุนชาวไทยรายหนึ่งเปิดเผยประสบการณ์ลงทุนผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ลงทุนกับ DIME: หุ้นสหรัฐ หุ้นไทย กองทุน ETF ทองคำ” โดยระบุว่า พอร์ตของเขามีกำไรเพิ่มขึ้นราว 15 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 10 เดือน ทั้งที่ไม่ได้เติมเงินเข้าพอร์ตมาหลายปีแล้ว
เจ้าตัวยอมรับว่า ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “ฟลุก” หรือความโชคดีโดยบังเอิญ และพอร์ตปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่ที่จุดสูงสุดเหมือนช่วงหลายเดือนก่อน แต่ยังถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับระยะเวลา
หากอ้างอิงข้อมูลจากรูปภาพที่เจ้าของโพสต์เปิดเผย พอร์ตปัจจุบันของเขามีมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท และมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 15 ล้านบาท นั่นหมายความว่า เงินต้นเดิมอาจอยู่ที่ราว 10 ล้านบาท และพอร์ตสามารถเติบโตขึ้นประมาณ 150% ภายในเวลาเพียงแค่ 10 เดือน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขกำไร คือประสบการณ์ที่เขาได้รับจากการอยู่ในตลาด และโดยเฉพาะบทเรียนสำคัญเรื่อง “เมื่อไหร่ควรขาย และเมื่อไหร่ควรถือต่อ”
เจ้าตัวเล่าว่า เคยถือหุ้น Rocket Lab (RKLB) จนมีกำไรมากกว่า 100% แต่ไม่ได้ขายออกมา สุดท้ายกำไรส่วนหนึ่งกลับหายไปอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาเรียนรู้ว่า หุ้นขนาดเล็กที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงนั้น นักลงทุนต้องแยกให้ออกว่า ราคาที่กำลังวิ่งขึ้นเกิดจาก “พื้นฐานที่เปลี่ยนไปจริง” หรือเกิดจาก “ความคาดหวังของตลาด”เพราะสองอย่างนี้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก
ในทางกลับกัน หุ้นที่พุ่งแรงก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องขายทั้งหมด หากการปรับตัวขึ้นเกิดจากพื้นฐานธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงจริง การรีบขายอาจทำให้นักลงทุนพลาดช่วงสำคัญของการเติบโต
โดยเจ้าของโพสต์ยกกรณีของหุ้น Intel (INTC) ซึ่งเขาเคยขายบริเวณราคา 30-40 ดอลลาร์ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นไปไกลกว่านั้น กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า การขายเร็วเกินไปก็มีต้นทุนไม่ต่างจากการถือนานเกินไป
ดังนั้น แก่นของวิธีคิดดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ที่การกำหนดว่า หุ้นควรขายเมื่อกำไร 50%, 100% หรือ 200% แต่คือการหาคำตอบว่า “เหตุผลที่หุ้นกำลังขึ้นคืออะไร?”
หากราคาเคลื่อนไหวด้วยความหวังและกระแสตลาด การล็อกกำไรบางส่วนอาจช่วยลดความเสี่ยงที่กำไรบนหน้าจอจะหายไปได้ แต่หากราคากำลังสะท้อนการเติบโตของธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง การให้เวลากับบริษัทก็อาจสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าในระยะยาว
มุมมองผู้เขียน: ตัวเลขกำไร 15 ล้านบาทใน 10 เดือนอาจเป็นสิ่งที่สะดุดตาที่สุดของเรื่องนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือบทเรียนเรื่อง “การบริหารกำไร” เพราะการลงทุนไม่ได้จบลงตอนที่พอร์ตเป็นบวก แต่ความยากจริง ๆ คือการตัดสินใจว่าจะรักษากำไรเอาไว้เท่าไร และจะยอมปล่อยให้กำไรส่วนที่เหลือวิ่งต่อไปอีกนานแค่ไหน


