สรุปบทความ
- ต.ค. 2014 เจ้ามือนิรนามตั้งขายเกือบ 30,000 BTC ที่ $300 บน Bitstamp มูลค่าราว $9 ล้าน ก่อนชุมชนช่วยกันกวาดหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ที่ราคาราว $84,000 เหรียญกองเดียวกันจะมีค่าราว $2.5 พันล้าน แต่คนซื้อกำแพงต้องเจอราคาร่วงต่ำกว่า $200 ในเดือน ม.ค. 2015 ก่อน
- วันนี้กำแพง 30,000 BTC มีขนาดเพียงราว 1.5% ของ Bitcoin ที่ Spot ETF ถืออยู่ ขณะที่ข่าวโอนเหรียญอย่าง 9,261 BTC ของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเล็กกว่ากำแพงในปี 2014
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
บทความนี้เป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีปัจจัยใหม่ที่กระทบราคาโดยตรง แต่ช่วยให้มองข่าวการเทขายก้อนใหญ่ในมุมที่สมดุลขึ้น การเทขายยังกดราคาในระยะสั้นได้ จึงประเมินผลกระทบเป็นกลาง
เดือนตุลาคม 2014 มีคนนำ Bitcoin เกือบ 30,000 BTC มาตั้งขายที่ราคา $300 บนเว็บกระดานเทรด Bitstamp คิดเป็นเงินราว $9 ล้าน ปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่แถว $84,000 เหรียญกองเดียวกันนี้จะมีมูลค่าราว $2.5 พันล้าน หรือมากกว่าเดิมประมาณ 280 เท่า
ชุมชนคริปโตเรียกคนขายรายนั้นว่า “Bear Whale” หรือเจ้ามือที่พยายามกดราคาลง ในคืนนั้นทุกคนฉลองว่ากองทัพรายย่อยช่วยกันกวาดกำแพงขายจนหมดได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ เรื่องนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าใครแพ้หรือชนะ มันบอกว่ากำแพงขายที่ดูน่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin สุดท้ายคือการส่งเหรียญจากคนที่อยากออกไปให้คนที่อยากถือต่อ
คำถามที่ผมอยากให้ผู้อ่านถามตัวเองตลอดบทความนี้มีข้อเดียว ถ้าย้อนกลับไปในคืนนั้นได้ คุณจะอยู่ฝั่งไหน ระหว่าง Bear Whale กับคนที่ซื้อกำแพงนั้น
คืนที่ชุมชนคริปโตช่วยกันซื้อกำแพงขาย 30,000 BTC

ช่วงปลายปี 2014 เป็นช่วงที่ตลาดคริปโตบอบช้ำหนัก Mt. Gox เว็บกระดานเทรดที่เคยใหญ่ที่สุดในโลกล้มไปเมื่อต้นปี ราคา Bitcoin ไหลลงมาตลอดทั้งปีจากระดับเกือบ $1,000 ในช่วงปลายปี 2013 จนเหลือแถว $300 คนจำนวนมากเริ่มคิดว่า Bitcoin อาจจบแล้ว
ในบรรยากาศแบบนั้น คำสั่งขายเกือบ 30,000 BTC ที่ราคา $300 ปรากฏขึ้นบนสมุดคำสั่งซื้อขายของ Bitstamp กำแพงนี้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับสภาพคล่องของตลาดในตอนนั้น ใครที่อยากเห็นราคากลับขึ้นไปเหนือ $300 ต้องซื้อเหรียญในกำแพงนี้ให้หมดก่อน ราคาจึงแทบขยับขึ้นไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลายเป็นตำนาน ผู้ใช้ Reddit และห้องแชตบนเว็บดูกราฟยอดนิยมในยุคนั้นช่วยกันเชียร์ให้ “ฆ่าเจ้ามือ” คนทยอยซื้อทีละน้อยบ้าง ทีละมากบ้าง ตัวเลขในกำแพงลดลงต่อหน้าต่อตาคนทั้งโลก จนสุดท้ายถูกกวาดหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง ราคาดีดขึ้นเหนือ $300 และชุมชนก็ฉลองกันราวกับเพิ่งชนะสงคราม
จนถึงวันนี้ไม่มีใครรู้ว่า Bear Whale เป็นใคร และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคนที่ซื้อกำแพงนั้นเป็นรายย่อยจริง หรือมีเจ้ามือรายอื่นแอบซื้อก้อนใหญ่ปนอยู่ด้วย ประเด็นนี้สำคัญมาก และเราจะกลับมาคุยกันอีกที
ใครชนะจริงในวันนั้น เมื่อ $9 ล้านกลายเป็น $2.5 พันล้าน

ลองคิดเลขง่าย ๆ เกือบ 30,000 BTC คูณ $300 ได้ประมาณ $9 ล้าน นี่คือเงินที่ Bear Whale ได้รับในวันนั้น ถ้าเอา 30,000 BTC มาคิดที่ราคาราว $84,000 ในวันนี้ จะได้ประมาณ $2.5 พันล้าน
พูดอีกแบบคือ Bear Whale ขาย Bitcoin ที่วันนี้มีค่าราว $2.5 พันล้าน ออกไปในราคาแค่ $9 ล้าน ส่วนคนที่ช่วยกันกวาดกำแพงนั้นและถือมาได้จนถึงวันนี้ ได้ทำการซื้อที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของทศวรรษ ทั้งที่ในคืนนั้นหลายคนอาจซื้อเพียงเพราะสนุกไปกับกระแสการ “ล่าเจ้ามือ”
แต่ถ้าเราหยุดเรื่องไว้แค่ตรงนี้ เราจะเข้าใจบทเรียนผิดไปครึ่งหนึ่ง เพราะคำว่า “ชนะ” ในวันนั้นกับคำว่า “ชนะ” ในอีก 12 ปีต่อมาเป็นคนละเรื่องกัน
ในวันนั้นชุมชนฉลองกันเพราะราคาทะลุ $300 ได้ เป็นชัยชนะทางอารมณ์ ส่วนชัยชนะทางการเงินที่แท้จริงเป็นของคนที่ไม่ขายเหรียญที่ซื้อมาในอีกหลายปีหลังจากนั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก
ราคาที่คนซื้อกำแพงต้องจ่าย หลังชัยชนะไม่กี่เดือน

เรื่องที่ตำนาน Bear Whale มักไม่ค่อยเล่าต่อคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น การกวาดกำแพงสำเร็จไม่ได้ทำให้ตลาดกลับเป็นขาขึ้นในทันที ราคา Bitcoin ยังไหลลงต่อ และในเดือนมกราคม 2015 ราคาร่วงลงไปต่ำกว่า $200
แปลว่าคนที่ซื้อเหรียญจากกำแพง $300 ต้องเห็นพอร์ตติดลบเกือบครึ่งภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน ลองนึกภาพตามว่าคุณเพิ่งฉลองชัยชนะกับเพื่อนทั้งชุมชน แล้วอีกไม่นานก็ต้องนั่งดูเงินหายไปเกือบครึ่ง คนที่ทนแรงกดดันนั้นไม่ไหวก็คงขายทิ้งในช่วงนั้น และเหรียญของพวกเขาก็ถูกส่งต่อไปยังมือคนอื่นอีกทอดหนึ่ง
มองอีกมุม Bear Whale อาจไม่ได้แพ้อย่างที่เราคิด ถ้าเขาขายที่ $300 แล้วซื้อกลับคืนแถว $200 ในอีกไม่กี่เดือน เขาจะได้ Bitcoin กลับมามากกว่าเดิม แต่เราไม่มีหลักฐานว่าเขาทำแบบนั้นจริงหรือไม่ เพราะตัวตนของเขายังเป็นปริศนาจนถึงวันนี้ ผมจึงขอระบุไว้ตรงนี้ว่าเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
บทเรียนจากช่วงนี้คือ การซื้อในจังหวะที่คนอื่นกลัวเป็นแค่ครึ่งแรกของเกม ครึ่งหลังคือการถือผ่านช่วงที่ทุกอย่างดูแย่ลงไปอีก และครึ่งหลังนี่เองที่คัดคนออกไปมากที่สุด
กำแพงขายทุกครั้งคือการส่งเหรียญจากมือที่ถือไม่ไหวไปสู่มือที่ถือยาว

ถ้าถอยออกมามองภาพใหญ่ เรื่องของ Bear Whale ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ มันเป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำตลอดประวัติศาสตร์ Bitcoin ทุกครั้งที่มีการเทขายก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้ามือรายใหญ่ รัฐบาลที่ยึดเหรียญมาแล้วนำออกขาย หรือการคืนเหรียญให้เจ้าหนี้ของเว็บกระดานเทรดที่ล้มไป ตลาดมักตื่นตกใจในช่วงแรก
แต่ทุกคำสั่งขายต้องมีคนซื้อเสมอ ในทุกการเทขายที่ดูน่ากลัว มีอีกฝ่ายที่เต็มใจรับเหรียญเหล่านั้นไว้ในราคาที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าซื้อ เมื่อเวลาผ่านไป เหรียญจึงค่อย ๆ ย้ายจากคนที่อยากออกจากตลาดไปอยู่กับคนที่ตั้งใจจะถือยาว
สิ่งที่เปลี่ยนไปในแต่ละรอบคือหน้าตาของคนขายกับคนซื้อ ในปี 2014 คนขายคือเจ้ามือนิรนามบน Bitstamp ส่วนคนซื้อคือรายย่อยใน Reddit มาถึงยุคนี้ คนขายอาจเป็นรัฐบาลหรือนักลงทุนรุ่นแรกที่ถือมานานหลายปี ส่วนคนซื้อเริ่มกลายเป็นกองทุน ETF บริษัทจดทะเบียน และสถาบันการเงิน
คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะมีการเทขายก้อนใหญ่อีกไหม เพราะมีแน่นอน คำถามที่สำคัญกว่าคือ เมื่อมันเกิดขึ้น คุณจะเป็นคนที่ส่งเหรียญออกไป หรือเป็นคนที่รับเหรียญเข้ามา
ทำไมนักเทรดไทยยังตื่นตกใจกับ Whale Alert ทั้งที่ตลาดใหญ่ขึ้นมาก

ทุกวันนี้ในกลุ่มเทรดคริปโตของคนไทย เราเห็นภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก บัญชีแจ้งเตือนการโอนเหรียญอย่าง Whale Alert โพสต์ว่ามีเหรียญก้อนใหญ่ย้ายเข้าเว็บกระดานเทรด แล้วคนก็แชร์ต่อกันพร้อมคำถามว่า “จะเทแล้วใช่ไหม”
ตัวอย่างล่าสุดคือข่าวรัฐบาลสหรัฐฯ โอน 9,261 BTC เข้า Coinbase Prime ซึ่งที่ราคาปัจจุบันคิดเป็นเงินราว $780 ล้าน ฟังดูเยอะมาก แต่ถ้าเทียบกับกำแพงของ Bear Whale เมื่อ 12 ปีก่อน เหรียญก้อนนี้มีขนาดไม่ถึงหนึ่งในสามด้วยซ้ำ หรือข่าวเจ้ามือเทขาย 410 BTC ที่ทำให้หลายคนใจเสีย เหรียญจำนวนนี้คิดเป็นแค่ราว 1.4% ของกำแพงที่รายย่อยในปี 2014 ช่วยกันกวาดจนหมดในคืนเดียว
ที่น่าคิดกว่านั้นคือขนาดของผู้ซื้อในตลาดวันนี้ ตามตัวเลขที่ถูกอ้างอิงล่าสุด กองทุน Spot ETF ถือ Bitcoin รวมกันกว่า 2 ล้าน BTC ถ้าเอากำแพง 30,000 BTC ของ Bear Whale มาวางในตลาดวันนี้ มันจะมีขนาดเพียงประมาณ 1.5% ของเหรียญที่ ETF ถืออยู่ สิ่งที่เคยเป็นสัตว์ประหลาดในปี 2014 กลายเป็นแค่ก้อนขายขนาดกลางในสายตาสถาบันยุคนี้
ผมไม่ได้บอกว่าการเทขายก้อนใหญ่ไม่มีผลกับราคาเลย ในระยะสั้นมันกดราคาได้จริง ทำให้คนเปิดฟิวเจอร์ที่ใช้เลเวอเรจสูงโดนล้างพอร์ตได้จริง แต่ปัญหาคือนักเทรดจำนวนมากตอบสนองต่อตัวเลขที่ดูใหญ่ โดยไม่เคยเทียบกับขนาดของตลาดในวันนี้ ความกลัวที่ไม่ได้เทียบกับขนาดจริงทำให้คนขายตามอารมณ์ และเมื่อขายตามอารมณ์ คนกลุ่มนั้นก็กลายเป็น Bear Whale ตัวเล็ก ๆ โดยไม่รู้ตัว
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ การโอนเหรียญเข้าเว็บกระดานเทรดไม่ได้แปลว่าจะขายทันทีเสมอไป บางครั้งเป็นการย้ายไปเก็บกับผู้ดูแลทรัพย์สิน บางครั้งเป็นการเตรียมขายนอกกระดานแบบตกลงราคากันโดยตรง ซึ่งไม่ได้ไปกดราคาบนสมุดคำสั่งซื้อขายโดยตรง การอ่านข้อมูลบนเชนแบบผิวเผินจึงทำให้ตกใจเกินเหตุได้ง่าย
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง Bear Whale เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกเล่าผิดมากที่สุดในวงการ คนชอบเล่าว่ารายย่อยรวมพลังเอาชนะเจ้ามือได้ ซึ่งฟังดูดีและให้กำลังใจ แต่ผมคิดว่าบทเรียนจริงเจ็บปวดกว่านั้น
ความจริงคือ ในคืนนั้นแทบไม่มีใครรู้ว่าตัวเองกำลังทำการซื้อที่ดีที่สุดในชีวิต และอีกไม่กี่เดือนหลังจากนั้น คนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อกำแพงก็คงขายทิ้งไปแล้วตอนราคาหลุด $200 คนที่ชนะจริงไม่ใช่คนที่กดซื้อในคืนที่ทุกคนเชียร์ แต่เป็นคนที่ไม่ขายในเดือนที่ไม่มีใครเชียร์
ผมอยากชวนให้ลองสังเกตตัวเองครั้งต่อไปที่เห็นข่าวรัฐบาลโอนเหรียญ หรือเจ้ามือเทขายหลายร้อย BTC ลองถามตัวเองสามข้อ หนึ่ง ก้อนนี้ใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับตลาดทั้งหมด สอง มันคือการขายจริงหรือแค่การย้ายเหรียญ สาม ถ้ามีคนขาย ใครคือคนที่รับซื้ออยู่อีกฝั่ง
ผมไม่ได้บอกให้ใครซื้อหรือขาย และไม่มีใครรับประกันได้ว่า Bitcoin จะทำซ้ำแบบเดิมในอีก 12 ปีข้างหน้า ตลาดวันนี้ใหญ่ขึ้นมาก การเติบโตแบบ 280 เท่าอาจไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก และการขาดทุนหนักในระยะสั้นยังเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนคือ ความกลัวต่อกำแพงขายมักทำให้คนตัดสินใจบนอารมณ์มากกว่าข้อมูล
สุดท้ายแล้วคำถามเดิมยังอยู่ตรงนั้น ครั้งต่อไปที่ Whale Alert เด้งขึ้นมาบนจอ คุณจะเป็น Bear Whale ที่รีบส่งเหรียญออกไป หรือจะเป็นคนที่ใจเย็นพอจะดูว่าใครกำลังรับเหรียญเหล่านั้นไว้
ภาพจาก AI

