สรุปข่าว
- แฮกเกอร์ขโมยคริปโตรวม $2.68 พันล้านตลอดช่วงถึงเดือน ก.ย. และเดือน ต.ค. มียอดความเสียหายเพิ่มอีกกว่า $98 ล้านแล้ว
- ตัวเลขเดือน ต.ค. ส่วนใหญ่มาจากเงินราว $86 ล้านที่ถูกดูดจากอุปกรณ์ Ledger ซึ่งถูกดัดแปลง และการโจมตี 79th Vault มูลค่า $12.5 ล้าน
- ประเด็นที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานของอุปกรณ์เก็บคริปโต และผลสอบสวนที่อาจตามมา
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวนี้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนเล็กน้อย เพราะกระทบความไว้วางใจต่อกระเป๋าเก็บเหรียญแบบฮาร์ดแวร์ที่หลายคนมองว่าปลอดภัยที่สุด แต่เป็นรายงานสถิติรวม ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่ฉุดตลาดโดยตรง ผลต่อราคาจึงน่าจะจำกัด
เมื่อเวลา 05:32 น. ของวันที่ 12 ต.ค. ตามรายงานจาก Cointelegraph แฮกเกอร์ขโมยคริปโตรวมมูลค่า $2.68 พันล้านตลอดช่วงถึงเดือน ก.ย. และเฉพาะเดือน ต.ค. ที่เพิ่งเริ่มต้น ความเสียหายก็เพิ่มขึ้นอีกกว่า $98 ล้านแล้ว ตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากเงินประมาณ $86 ล้านขึ้นไปที่ถูกดูดจากอุปกรณ์ Ledger ซึ่งถูกดัดแปลง และการโจมตีโปรโตคอล 79th Vault มูลค่า $12.5 ล้าน
ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ Ledger ที่ถูกดัดแปลง
จุดที่น่ากังวลที่สุดของรายงานนี้คือเงินกว่า $86 ล้านที่หายไปจากอุปกรณ์ Ledger ที่ถูกดัดแปลง เพราะกระเป๋าฮาร์ดแวร์ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บกุญแจส่วนตัวให้ปลอดภัยจากภัยออนไลน์ หากตัวอุปกรณ์ถูกแก้ไขก่อนถึงมือผู้ใช้ ความเสี่ยงจะไปอยู่ที่ห่วงโซ่อุปทานซึ่งผู้ใช้ทั่วไปตรวจสอบเองได้ยาก
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่านักลงทุนรายหนึ่งสูญ 80 BTC มูลค่า $6.6 ล้านจากกระเป๋า Ledger ถูกดูดเงิน อ่านข่าวเดิม ตัวเลข $86 ล้านในรายงานล่าสุดสะท้อนว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่กรณีเดี่ยว
การโจมตี 79th Vault และภาพรวมความเสียหายปีนี้
นอกจากเหตุเกี่ยวกับ Ledger แล้ว ยังมีการโจมตี 79th Vault มูลค่า $12.5 ล้านที่ทำให้ยอดเดือน ต.ค. ทะลุ $98 ล้านตั้งแต่ต้นเดือน ส่วนยอดสะสม $2.68 พันล้านถึงเดือน ก.ย. ชี้ว่าภัยด้านความปลอดภัยยังเป็นความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรม แม้ตลาดจะเติบโตขึ้นมาก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงน่ากลัวกว่าตัวเลขรวมเสียอีก เพราะคนที่ซื้อกระเป๋าฮาร์ดแวร์มักเป็นคนที่ใส่ใจความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ก็ยังโดน สิ่งที่ควรทำคือซื้อจากช่องทางทางการเท่านั้น ตรวจสอบสภาพกล่องและซีลทุกครั้ง และอย่าเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ในกระเป๋าใบเดียว ต่อจากนี้ต้องดูว่า Ledger จะออกมาชี้แจงกรณีนี้อย่างไร และมีผลสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
