สรุปบทความ
- Jed McCaleb ขาย Mt. Gox ให้ Mark Karpelès ในปี 2011 เกือบ 3 ปีก่อนเว็บล่มพร้อม Bitcoin ที่หายไปราว 850,000 BTC
- เขาออกจาก Ripple ปี 2013 พร้อม XRP ราว 9 พันล้านเหรียญ ทยอยขายจนหมดในปี 2022 ระหว่างนั้นก่อตั้ง Stellar มาแข่ง
- ปัจจุบันเขานำเงินจากคริปโตไปลงทุนใน Vast บริษัทสร้างสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์ ขณะที่ Karpelès ต้องผ่านคดีความยาวนาน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
บทความนี้เป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีเหตุการณ์ใหม่ที่ส่งผลต่อราคา XRP หรือ XLM โดยตรง เพราะ McCaleb ขาย XRP หมดไปตั้งแต่ปี 2022 แล้ว แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้นักลงทุนติดตามแรงขายจากคนวงในและผู้ก่อตั้งทุกครั้งที่มีข่าวดี
มีผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่ออยู่เบื้องหลังดราม่าใหญ่ที่สุด 3 เรื่องของวงการคริปโต เรื่องแรกคือเว็บกระดานเทรดที่ทำ Bitcoin หายไปราว 850,000 BTC เรื่องที่สองคือเหรียญที่สู้คดีกับ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อยู่หลายปี เรื่องที่สามคือโปรเจกต์ที่แยกตัวออกมาแข่งกับบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งเอง ทุกครั้งที่พายุมาถึง เขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว วันนี้เงินที่ได้จากคริปโตกำลังถูกใช้สร้างสถานีอวกาศส่วนตัว ผู้ชายคนนั้นชื่อ Jed McCaleb
เรื่องของเขากลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อ BSCN โพสต์เธรดเล่าเส้นทางชีวิตของ McCaleb ช่วงเช้ามืดวันที่ 13 ต.ค. ตามเวลาไทย โดยระบุว่า “Jed McCaleb มีส่วนสร้าง Mt. Gox, Ripple และ Stellar และเขายังไม่หยุดแค่นั้น” เธรดนี้มีคนมีส่วนร่วมสูงที่สุดในกลุ่มโพสต์ที่เราติดตามช่วงนี้ และมีบัญชีอื่นนำข้อความไปโพสต์ซ้ำต่อ ในจังหวะที่ชุมชน XRP กำลังเถียงกันหนักระหว่างฝั่งที่ตื่นเต้นกับข่าวดีลธนาคารและ Stablecoin RLUSD กับฝั่งที่โกรธว่า “คนวงในรวยไปก่อนแล้ว”
คำถามที่นักเทรดไทยแทบไม่เคยถามกันจริงจังคือ ในโลกคริปโต ผู้ชนะตัวจริงคือคนที่สร้างเทคโนโลยี หรือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินออกจากโต๊ะ
Mt. Gox จากเว็บแลกการ์ดเกม สู่หลุมดำ 850,000 BTC

ก่อนจะมาอยู่ในวงการคริปโต McCaleb เป็นที่รู้จักจาก eDonkey2000 โปรแกรมแชร์ไฟล์แบบ P2P ยุคต้นปี 2000 ต่อมาเขาซื้อโดเมน mtgox.com ซึ่งย่อมาจาก Magic: The Gathering Online eXchange ตั้งใจทำเป็นเว็บแลกเปลี่ยนการ์ดเกม Magic: The Gathering ตามที่ BSCN เล่าไว้ ไอเดียนั้นไปได้ไม่ไกล จนกระทั่งปี 2010 เขาตัดสินใจเปลี่ยนเว็บนี้เป็นเว็บกระดานเทรด Bitcoin ในยุคที่ Bitcoin ยังมีราคาไม่ถึงดอลลาร์
จุดสำคัญอยู่ที่เดือนมีนาคม 2011 McCaleb ขาย Mt. Gox ให้ Mark Karpelès โปรแกรมเมอร์ชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น (มีรายงานว่า McCaleb ยังคงถือหุ้นส่วนน้อยไว้ระยะหนึ่ง) หลังจากนั้น Mt. Gox เติบโตจนกลายเป็นเว็บกระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนจะล่มในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 พร้อม Bitcoin ที่หายไปราว 850,000 BTC ภายหลังมีการพบกลับมาได้ราว 200,000 BTC แต่ความเสียหายก็มากพอจะทำให้ตลาดทั้งตลาดสั่นคลอนไปหลายปี และเจ้าหนี้ต้องรอเงินคืนกันลากยาวนับสิบปี
คนที่รับเคราะห์เต็ม ๆ ในทางกฎหมายคือ Karpelès เขาถูกจับในญี่ปุ่นปี 2015 และในปี 2019 ศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานบิดเบือนข้อมูลทางการเงิน ได้รับโทษรอลงอาญา ส่วนข้อหายักยอกทรัพย์ศาลยกฟ้อง ขณะที่ชื่อของ McCaleb แทบไม่ถูกพูดถึงในเรื่องนี้เลย เพราะเขาออกไปก่อนวิกฤตตั้งเกือบ 3 ปี
Ripple กับ 9 พันล้าน XRP ที่ทยอยไหลเข้าตลาดจนถึงปี 2022

หลังขาย Mt. Gox ไม่นาน McCaleb ก็หันไปร่วมพัฒนาระบบที่ต่อมากลายเป็น XRP Ledger และร่วมก่อตั้งบริษัท OpenCoin กับ Chris Larsen ในปี 2012 บริษัทนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Ripple ในเวลาต่อมา แนวคิดหลักคือการโอนเงินข้ามประเทศที่เร็วและถูกกว่าระบบธนาคารแบบเดิม โดยใช้ XRP เป็นตัวกลาง
แต่ความสัมพันธ์ไปได้ไม่นาน ปี 2013 McCaleb ออกจาก Ripple ท่ามกลางความเห็นไม่ลงรอยเรื่องทิศทางบริษัท สิ่งที่ติดตัวเขาออกมาคือ XRP ราว 9 พันล้านดอลลาร์ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ตัวเลขนี้ใหญ่ขนาดไหน ลองนึกว่า XRP มีทั้งหมด 1 แสนล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าคนคนเดียวถือเกือบ 1 ใน 10 ของทั้งระบบ
ความกังวลว่า McCaleb จะเทขายก้อนใหญ่ทีเดียวทำให้ Ripple ต้องทำข้อตกลงจำกัดการขายของเขาในปี 2014 และปรับแก้อีกหลายครั้ง ผลคือเขาทยอยขาย XRP ออกสู่ตลาดเป็นงวด ๆ ต่อเนื่องหลายปี จนข้อมูลบนเชนชี้ว่ากระเป๋าที่เชื่อมโยงกับเขาขายหมดในเดือนกรกฎาคม 2022 ตลอดเกือบ 8 ปีนั้น ทุกครั้งที่มีข่าวดีของ XRP ทุกครั้งที่ราคาพุ่ง มีแรงขายจากผู้ร่วมก่อตั้งคนหนึ่งรออยู่ในตลาดเสมอ
ขณะเดียวกัน Ripple เองก็ต้องเผชิญศึกใหญ่ เมื่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ฟ้องเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ว่าการขาย XRP เป็นการขายหลักทรัพย์โดยไม่จดทะเบียน คดียืดเยื้อหลายปี กว่าศาลจะตัดสินในปี 2023 ว่าการขาย XRP ให้รายย่อยผ่านเว็บกระดานเทรดไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ และคดีปิดฉากในปี 2025 ตลอดช่วงนั้นคนที่รับแรงกดดันคือทีมผู้บริหาร Ripple และผู้ถือเหรียญรายย่อย ไม่ใช่ McCaleb ที่จากไปตั้งแต่ปี 2013
Stellar โปรเจกต์ที่ตั้งขึ้นมาแข่งกับบริษัทที่ตัวเองร่วมก่อตั้ง

ถ้าแค่ออกจาก Ripple แล้วไปทำอย่างอื่นก็คงไม่เป็นดราม่าขนาดนี้ แต่ในปี 2014 McCaleb กับ Joyce Kim เปิดตัว Stellar ซึ่งช่วงแรกพัฒนาต่อยอดจากโค้ดของ Ripple โดยตรง เป้าหมายก็ใกล้เคียงกันมาก คือการโอนเงินข้ามประเทศราคาถูก ต่างกันตรงที่ Stellar ดำเนินงานโดยมูลนิธิไม่แสวงหากำไร และเน้นกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร
พูดง่าย ๆ คือผู้ร่วมก่อตั้งที่ยังถือ XRP อยู่หลายพันล้านดอลลาร์ ออกไปสร้างคู่แข่งโดยตรงของบริษัทเดิม ช่วงปลายปี 2014 เครือข่าย Stellar ยังเจอปัญหาเครือข่ายแตกแยก จนทีมต้องพัฒนาระบบฉันทามติใหม่ของตัวเองในปี 2015 ฝั่ง Ripple มองว่านี่คือการตอกย้ำว่าระบบเดิมมีปัญหาหรือไม่ เป็นเรื่องที่สองฝั่งตีความต่างกัน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือความขัดแย้งนี้กลายเป็นตำนานที่ชุมชน XRP และ XLM ยังหยิบมาเถียงกันจนถึงวันนี้
น่าคิดว่าในขณะที่ McCaleb กำลังสร้างคู่แข่งของ Ripple เขาก็ยังได้ประโยชน์ทุกครั้งที่ Ripple ทำราคา XRP ให้สูงขึ้น เพราะเขายังมีเหรียญรอขายอยู่ในมือ นี่คือตำแหน่งที่แทบไม่มีทางแพ้ ถ้า Stellar ชนะ เขาชนะ ถ้า XRP ชนะ เขาก็ชนะ
จากเงินคริปโตสู่ Vast สถานีอวกาศส่วนตัว และเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้วของ Karpelès

บทล่าสุดของ McCaleb ไม่ได้อยู่บนบล็อกเชนแล้ว แต่อยู่นอกโลก ในปี 2021 เขาก่อตั้ง Vast บริษัทที่ตั้งใจสร้างสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์ มีฐานอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย โมดูลแรกชื่อ Haven-1 วางแผนส่งขึ้นวงโคจรด้วยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX และบริษัทยังเข้าร่วมแข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งในสถานีอวกาศเอกชนที่จะมาแทนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในอนาคต มีรายงานจากสื่อต่างประเทศว่า McCaleb พร้อมทุ่มเงินส่วนตัวราว $1 พันล้านให้โปรเจกต์นี้
ลองวางภาพสองภาพไว้คู่กัน ฝั่งหนึ่งคือคนที่ขายเว็บกระดานเทรดไปในปี 2011 วันนี้กำลังสร้างสถานีอวกาศ อีกฝั่งคือคนที่รับซื้อเว็บนั้นไป ต้องเข้าคุก ขึ้นศาล และกลายเป็นหน้าเป็นตาของหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin ช่วงหลัง Karpelès กลับมาเป็นที่พูดถึงในชุมชนคริปโตในบทบาทของคนที่วิจารณ์ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และมีการพูดถึงประเด็นชิปที่ซ่อนอยู่ในอุปกรณ์ Ledger ซึ่งผู้เขียนยังไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิคของข้อกล่าวอ้างนี้ได้อย่างอิสระ จึงขอให้ผู้อ่านมองเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
แต่ไม่ว่ารายละเอียดเรื่อง Ledger จะเป็นอย่างไร ภาพรวมก็ชัดพอแล้ว คนหนึ่งออกตัวก่อนแล้วไปได้ไกลถึงอวกาศ อีกคนเข้ามาทีหลังแล้วต้องแบกรับทุกอย่าง
คนสร้างเทคโนโลยี หรือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรออก

ต้องพูดให้แฟร์ก่อนว่า ไม่มีหลักฐานว่า McCaleb รู้ล่วงหน้าว่า Mt. Gox จะล่ม หรือรู้ว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะฟ้อง Ripple การขาย Mt. Gox ในปี 2011 ตอนนั้นเป็นแค่การขายธุรกิจเล็ก ๆ ที่เขาไม่อยากดูแลต่อ ส่วนการขาย XRP ก็ทำภายใต้ข้อตกลงที่จำกัดปริมาณ ไม่ได้เทขายแบบหักหลังตลาดทีเดียว และ Ripple เองก็ขาย XRP จำนวนมหาศาลออกสู่ตลาดเช่นกันตลอดหลายปี
แต่บทเรียนสำหรับนักลงทุนไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาตั้งใจหรือเปล่า บทเรียนอยู่ที่โครงสร้าง ในคริปโต ผู้ก่อตั้งและคนวงในมักได้เหรียญในต้นทุนแทบเป็นศูนย์ ขณะที่รายย่อยซื้อในราคาตลาด เมื่อไหร่ที่มีข่าวดี มีพาร์ตเนอร์ธนาคารใหม่ มีกระแสในชุมชน X นั่นคือจังหวะที่สภาพคล่องเข้ามา และสภาพคล่องที่เข้ามาก็คือทางออกของคนที่ถือมาตั้งแต่ต้น
วันนี้ชุมชน XRP กำลังตื่นเต้นกับข่าวความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ข่าว Stablecoin RLUSD และกระแส ETF คำถามที่ควรถามคือ ทุกครั้งที่เราเชียร์ข่าวดี เรารู้หรือไม่ว่าใครอยู่ฝั่งขายของเรา เพราะประวัติศาสตร์ของ XRP บอกเราแล้วว่า เกือบ 8 ปีที่ผ่านมา ผู้ร่วมก่อตั้งคนหนึ่งขายเหรียญให้ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าข่าวจะดีแค่ไหนก็ตาม
- Mt. Gox ขายต่อปี 2011 ล่มปี 2014 ห่างกันเกือบ 3 ปี
- ออกจาก Ripple ปี 2013 พร้อม XRP ราว 9 พันล้านดอลลาร์ ก่อน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ฟ้องในปี 2020
- ทยอยขาย XRP จนหมดในปี 2022 ระหว่างนั้นสร้าง Stellar มาแข่ง
- ก่อตั้ง Vast ในปี 2021 เพื่อสร้างสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมไม่คิดว่า Jed McCaleb เป็นวายร้ายนะครับ เขาเป็นนักสร้างตัวจริง คนที่มีส่วนสร้างเว็บกระดานเทรด Bitcoin ยุคแรก ร่วมออกแบบบล็อกเชนสายโอนเงิน แล้วยังไปสร้าง Stellar ต่อได้อีก แบบนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากนักสร้างคนอื่นคือ เขาไม่เคยแต่งงานกับโปรเจกต์ของตัวเอง เขาสร้าง ถือ แล้วปล่อย ซ้ำแบบนี้ 3 รอบ และทุกรอบเขาออกมาตัวเปล่าจากปัญหา แต่ไม่ได้ออกมามือเปล่า
ผมว่าจุดที่นักเทรดไทยควรเก็บไปคิดคือ เราชอบมองผู้ก่อตั้งเหมือนกัปตันเรือที่จะอยู่กับเราจนเรือถึงฝั่ง แต่ในความจริง ผู้ก่อตั้งหลายคนเป็นคนแรกที่ได้เสื้อชูชีพ และใส่มันตั้งแต่เรือยังไม่ออกจากท่า ไม่ใช่เพราะเขาเลว แต่เพราะโครงสร้างของคริปโตเปิดทางให้เขาทำแบบนั้นได้ ขณะที่รายย่อยไม่มีทางเลือกแบบเดียวกัน
ผมไม่ได้บอกให้ใครขาย XRP หรือเลิกเชื่อในโปรเจกต์ไหน แต่ก่อนจะเชียร์ข่าวดีครั้งต่อไป ลองเปิดดูข้อมูลบนเชนสักนิด ว่ากระเป๋าของผู้ก่อตั้ง ทีมงาน และนักลงทุนรอบแรกกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร มีเหรียญรอปลดล็อกเท่าไหร่ ใครถือต้นทุนต่ำกว่าเราแค่ไหน เพราะในเกมนี้ เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนโลก แต่คนที่รู้จังหวะออกต่างหากที่ได้ไปถึงอวกาศ
และเรื่องที่ผมว่าย้อนแย้งที่สุดก็คือ คนที่รับซื้อ Mt. Gox ไปต้องใช้เวลาเกือบสิบปีเคลียร์ชื่อตัวเองในศาล ส่วนคนที่ขายให้ กำลังมองโลกจากวงโคจร ถ้าเรื่องนี้ไม่ทำให้เราคิดเรื่องความเสี่ยงของการเป็น “คนรับไม้ต่อ” ในตลาดคริปโต ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรจะทำได้แล้วครับ
ภาพจาก AI

