สรุปข่าว
- ธปท. ชงใบอนุญาติ THB Stablecoin เสนอเงินฝากหนุนหลัง 100% แลกคืนเงินบาท 1:1 ภายใน 1 วันทำการ และห้ามจ่ายดอกเบี้ย
- เตรียมเสนอให้ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาต จำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญในระยะแรก พร้อมคุมเข้มเงินทุน KYC การฟอกเงิน และความปลอดภัยทางไซเบอร์
- THB Stablecoin ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็นถึง 28 ต.ค. 2569 ก่อนปรับปรุงหลักเกณฑ์และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
“แบงก์ชาติ” หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอเกณฑ์กำกับดูแล THB Stablecoin โดยกำหนดให้ผู้ออกเหรียญมีเงินฝากหนุนหลังเต็ม 100% แลกคืนเงินบาทได้ในอัตรา 1:1 ภายใน 1 วันทำการ และห้ามจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือเหรียญ พร้อมเสนอให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับใบอนุญาต จำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญในระยะแรก และเพิ่มมาตรการป้องกันการฟอกเงินกับภัยไซเบอร์ ขณะที่ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินที่ผ่านเกณฑ์ยังสามารถยื่นขอใบอนุญาตได้โดยไม่จำกัดจำนวน ข้อเสนอดังกล่าวเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 และยังไม่มีผลบังคับใช้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “หลักการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ THB Stablecoin” เพื่อกำหนดทิศทางและวางกรอบการกำกับดูแลเหรียญดิจิทัลที่มีการอ้างอิงมูลค่าเงินบาทอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาเสถียรภาพของระบบการชำระเงินของประเทศ และสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้บริการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนนวัตกรรมทางการเงินที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ซึ่ง ธปท. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2569
สาระสำคัญของหลักเกณฑ์ดังกล่าวระบุให้ผู้ออกเหรียญ ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินฝากเต็มจำนวน 100% ในระยะแรก และต้องกระจายการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ถือเหรียญมีสิทธิไถ่ถอนคืนเป็นเงินบาทได้ในอัตรา 1:1 ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 วันทำการ
นอกจากนี้ ผู้ออกเหรียญจะต้องเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์หนุนหลังเทียบกับจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนในระบบเป็นรายวัน จัดให้มีผู้สอบบัญชีภายนอกตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และมีข้อห้ามชัดเจนมิให้จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญ
ในระยะเริ่มต้น ธปท. เสนอแนวทางจำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญ เพื่อป้องกันมิให้สภาพคล่องในระบบกระจัดกระจายมากเกินไป แต่จะเปิดกว้างให้ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet Provider) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตเป็นรอบโดยไม่จำกัดจำนวน ทั้งผู้ออกเหรียญและผู้ให้บริการกระเป๋าเงินจะต้องมีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC/CDD) กลไกตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML/CFT) รวมถึงมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด
สำหรับกระบวนการคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ออกเหรียญนั้น ธปท. จะประเมินจากความพร้อมใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อระบบการชำระเงินของประเทศ, ความมั่นคงทางการเงินและโครงสร้างแหล่งเงินทุน โดยต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างน้อย 6 เดือนแม้ไม่มีรายได้, คุณสมบัติและความพร้อมของคณะกรรมการและผู้บริหาร ตลอดจนขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งครอบคลุมถึงบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการวางระบบความปลอดภัย
ในเชิงโครงสร้างทางกฎหมาย ธปท. เตรียมเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดให้ธุรกิจผู้ออก THB Stablecoin และธุรกิจผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง จัดเป็นธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องก่อนเริ่มเปิดให้บริการ อย่างไรก็ดี ข้อเสนอและแนวปฏิบัติดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น และยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่า THB Stablecoin มีศักยภาพที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระราคาสำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถรองรับการทำธุรกรรมแบบอัตโนมัติ (Programmable Money) และการชำระเงินที่ไร้รอยต่อตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงอาจมีบทบาทในการลดต้นทุนและระยะเวลาในการโอนเงินระหว่างประเทศในบางกรณีศึกษา ซึ่งความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงต่อระบบเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานจริงและความรัดกุมของกฎเกณฑ์ที่กำกับดูแลในท้ายที่สุด
อ่านเอกสารฉบับเต็มได้ที่: https://www.bot.or.th
มุมมองผู้เขียน: กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนอาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธุรกิจและนักลงทุน เปิดทางให้การชำระเงินบนบล็อกเชนเติบโต แต่ยังไม่มีปัจจัยโดยตรงที่ชี้ว่าราคา Bitcoin หรือเหรียญหลักจะปรับขึ้นทันที

