bitkub-banner

ศาลอาร์เจนตินาสั่งยกฟ้อง ประธานาธิบดี Milei กรณีเหรียญมีม LIBRA ชี้หลักฐานไม่เพียงพอ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ศาลรัฐบาลกลางอาร์เจนตินาสั่งยกฟ้องคดีอาญาของประธานาธิบดี Javier Milei และผู้เกี่ยวข้องในคดีเหรียญมีม LIBRA โดยชี้ว่าหลักฐานไม่เพียงพอ
  • เหรียญ LIBRA เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยมีประธานาธิบดี Milei ช่วยโปรโมต ก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงและดิ่งลงมากกว่า 95% 
  • คำตัดสินดังกล่าวยังไม่ถือเป็นที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนและฝ่ายค้านกำลังพยายามยื่นอุทธรณ์และผลักดันให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติม

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ศาลรัฐบาลกลางอาร์เจนตินามีคำสั่งยกฟ้องคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเหรียญมีม LIBRA ส่งผลให้การดำเนินคดีต่อประธานาธิบดี Javier Milei และผู้เกี่ยวข้องรวม 11 คนสิ้นสุดลง โดยศาลให้เหตุผลว่ายังขาดพยานหลักฐานที่แน่นหนาพอจะเอาผิดฐานฉ้อโกง แม้จะมีมูลค่าความเสียหายรวมนับร้อยล้านดอลลาร์และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมือง ขณะที่กลุ่มนักลงทุนกำลังพยายามเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไป

เมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมา ศาลรัฐบาลกลางอาร์เจนตินามีคำสั่งยกฟ้องในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเหรียญมีม LIBRA ส่งผลให้การดำเนินคดีต่อประธานาธิบดี Javier Milei, Karina Milei (น้องสาว) รวมถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ รวม 11 คน เป็นอันสิ้นสุดลง 

ในคำตัดสินความยาว 60 หน้า ศาลยอมรับว่าการที่ประธานาธิบดี Milei ช่วยโปรโมตโทเคนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเปิดตัว อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าเพียงแค่การโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ตลอดจนการพุ่งขึ้นและดิ่งลงของราคาเหรียญ Libra ในเวลาต่อมานั้น ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์การทุจริตหลอกลวงได้

เรื่องฉาวคริปโต

เหรียญ LIBRA เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2025 โดยในวันเดียวกัน ประธานาธิบดี Milei ได้โพสต์แนะนำโทเคนนี้บนบัญชี X อย่างเป็นทางการของเขา โดยระบุว่าเป็นโครงการที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาและเป็นแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

ต่อมา ราคาเหรียญพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังโพสต์สนับสนุน ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ราคากลับร่วงลงอย่างหนัก และ Milei ก็ได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกไป พร้อมชี้แจงภายหลังว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้และไม่ทราบรายละเอียดลึกซึ้งแต่อย่างใด

รายงานระบุว่ามูลค่าตลาดของเหรียญเคยสูงเกิน 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ จุดสูงสุด ก่อนที่ราคาจะดิ่งลงมามากกว่า 95% ในเวลาต่อมา ซึ่งบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Nansen ประเมินว่าประมาณ 86% ของกระเป๋าเงินที่มีการซื้อขายเกินกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่างประสบภาวะขาดทุน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมราว 251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนยังพบอีกว่ามีการถอนเงินรวมประมาณ 107 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัล 8 ใบที่เชื่อมโยงกับทีมดำเนินงาน ทำให้สุดท้ายแล้วการเคลื่อนย้ายเงินและความผันผวนของราคาอย่างรุนแรงนี้ นำไปสู่การฟ้องร้องจากกลุ่มนักลงทุนที่กล่าวหา Milei และพวกว่าร่วมกันทำ Rug pull

รายละเอียดคำตัดสิน

การสั่งยกฟ้องในครั้งนี้นอกจากจะมีประธานาธิบดี Milei และ Karina แล้ว ยังครอบคลุมถึง Hayden Davis นักธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซีชาวอเมริกัน, Mauricio Novelli นักธุรกิจท้องถิ่นผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลกับโปรเจกต์ และ Julian Peh ซีอีโอของ KIP Protocol ซึ่งมีส่วนร่วมในฐานะผู้ร่วมโปรโมตอีกด้วย

การสอบสวนยังได้พิจารณาถึงบันทึกข้อความที่พบในโทรศัพท์มือถือของ Novelli ซึ่งมีการระบุถึงการจ่ายเงินรวม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้พิพากษาระบุว่า ผลการพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัลยืนยันว่าบันทึกดังกล่าวอยู่ในแอป Apple Notes จริง แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้มีการส่งข้อความนั้นไปยัง Davis หรือบุคคลอื่นตามที่อ้างหรือไม่

ในส่วนของประวัติการโทร ระหว่าง Milei กับ Novelli ตลอดจนข้อความที่ถูกลบซึ่งอ้างว่าเชื่อมโยงกับ Karina นั้น แม้จะได้รับการตรวจสอบแล้ว แต่ก็ไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเนื้อหาของการติดต่อสื่อสารดังกล่าวได้

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง Karina และ Davis นั้น ศาลชี้แจงว่า หลักฐานการอนุมัติของ Karina ให้ Davis เข้าพบ ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2024 ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามีการตกลงกระทำผิดกฎหมายร่วมกัน

ขณะเดียวกัน Maximiliano Ferraro สมาชิกสภาฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นผู้นำคณะกรรมการสอบสวนของรัฐสภาในประเด็น LIBRA ได้ออกมาโจมตีคำตัดสินของศาลอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าศาลยังขาดคำชี้แจงที่เพียงพอเกี่ยวกับบันทึกการประชุมของผู้เกี่ยวข้อง ธุรกรรมทางการเงิน และประวัติการใช้โทรศัพท์ของนาย Milei นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้ง 11 รายดังกล่าว ไม่เคยมีผู้ใดถูกเรียกตัวมาสอบปากคำในฐานะผู้ต้องสงสัยอย่างเป็นทางการแม้แต่รายเดียว

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินนี้ยังถือว่ายังไม่เป็นอันที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนซึ่งถูกกีดกันจากการเป็นโจทก์ร่วมในคดีแพ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 กำลังยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แม้ว่าคำสั่งกีดกันดังกล่าวจะได้รับการยืนยันจากศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางในเดือนกันยายนแล้วก็ตาม ซึ่งหากนักลงทุนได้รับอนุมัติให้กลับเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมได้ ก็อาจมีการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสินยกฟ้องนี้ต่อไป

ที่มา: Coinpost


มุมมองผู้เขียน: คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางกฎหมายในการเอาผิดผู้มีชื่อเสียงที่โปรโมตสินทรัพย์ดิจิทัล โดยถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะยังคงมีความไม่พอใจแต่คำตัดสินแต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องยอมรับในคำตัดสินหากไม่มีหลักฐานเพียงพอ