bitkub-banner

CEO ของ Nvidia เตือนสหรัฐฯ อย่าประมาทจีน ชี้ขยายทีมวิจัย AI ได้เก่งกว่าใครในโลก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Jensen Huang CEO ของ Nvidia ระบุว่าจีนมีความสามารถโดดเด่นในการขยายกำลังการผลิตชิป โมเดล AI แบบเปิด และบุคลากรวิจัย AI ในระดับใหญ่
  • งานวิจัยจาก Carnegie Endowment พบว่า 57% ของนักวิจัย AI ระดับแนวหน้าในกลุ่มตัวอย่างจบปริญญาตรีจากจีน และ 41% ทำงานอยู่ในจีน เทียบกับ 34% ในสหรัฐฯ
  • Huang ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังมีจุดแข็งด้านโมเดล AI ชั้นนำ ชิป ระบบประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ แข่งขันด้วยนวัตกรรมและขยายตลาดทั่วโลก แทนที่จะประเมินความสามารถของจีนต่ำเกินไป

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Neutral

คำกล่าวของ Huang อาจเพิ่มความสนใจของตลาดต่อหุ้นกลุ่ม AI และบริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล โดยเฉพาะ Nvidia และผู้ผลิตชิปในจีน อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอาจส่งผลทั้งด้านบวกจากความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้น และด้านลบจากแรงกดดันด้านราคาและส่วนแบ่งตลาด สำหรับตลาดคริปโต ผลกระทบยังเป็นทางอ้อมและขึ้นอยู่กับว่าความต้องการ AI จะช่วยขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์ได้มากน้อยเพียงใด

Jensen Huang ชี้จีนขยายกำลังด้าน AI ได้อย่างน่าสนใจ

Jensen Huang CEO ของ Nvidia กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Yahoo Finance ในงาน Nvidia GTC Berlin เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 ว่า สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับจีนในฐานะคู่แข่งด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความสามารถในการผลิตชิป พัฒนาโมเดล AI แบบเปิด และขยายจำนวนบุคลากรวิจัย AI ในระดับอุตสาหกรรม

Huang มองว่าจีนมีความสามารถในการขยายทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างโดดเด่น และเตือนว่าสหรัฐฯ ต้องยอมรับว่ากำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ไม่ใช่เพียงจากบริษัทเทคโนโลยี แต่รวมถึงระบบนิเวศการวิจัยและการผลิตทั้งหมดด้วย

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าสหรัฐฯ ยังคงมีข้อได้เปรียบสำคัญ ทั้งห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำ เทคโนโลยีชิป, ระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนให้บริษัทอเมริกันเดินหน้าขยายการแข่งขันไปยังตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

ตัวเลขสะท้อนจีนกำลังสร้างและรักษาบุคลากร AI มากขึ้น

รายงานจาก Carnegie Endowment for International Peace ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ศึกษาประวัติการศึกษาและสถานที่ทำงานของนักวิจัยที่มีผลงานได้รับการยอมรับในงานประชุม NeurIPS ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีวิจัยด้าน Machine Learning ที่สำคัญของโลก

ผลการศึกษาพบว่า ในกลุ่มตัวอย่างปี 2025 นักวิจัย 57% จบปริญญาตรีจากสถาบันในจีน เพิ่มขึ้นจาก 46% ในปี 2022 ขณะที่นักวิจัย 41% ทำงานอยู่ในจีน เทียบกับ 34% ในสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนจากปี 2022 ที่สหรัฐฯ เคยมีสัดส่วน 46% และจีน 27%

นอกจากนี้ สัดส่วนของนักวิจัยที่จบปริญญาตรีในจีนและยังทำงานอยู่ในจีนเพิ่มจาก 57% ในปี 2022 เป็น 69% ในปี 2025 สะท้อนว่าจีนกำลังรักษาบุคลากรที่ผ่านการฝึกฝนในประเทศไว้ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มาจากกลุ่มตัวอย่างผู้เขียนงานวิจัย NeurIPS ไม่ใช่จำนวนบุคลากร AI ทั้งหมดทั่วโลก และสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักวิจัยจากต่างประเทศ จึงไม่ควรตีความว่าจีนมีความได้เปรียบในทุกด้านของการแข่งขัน AI

ศึกชิป AI ไม่ได้มีแค่ Nvidia อีกต่อไป

การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังเห็นได้ชัดในตลาดชิปประมวลผล AI โดย Huawei และผู้ผลิตจีนรายอื่นกำลังพยายามพัฒนาทางเลือกภายในประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ

ข้อมูลที่อ้างถึงการวิเคราะห์ของ IDC ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Nvidia มีส่วนแบ่งตลาดตัวเร่งประมวลผล AI ในจีนประมาณ 34% ขณะที่ Huawei อยู่ที่ 28% แม้ Nvidia ยังมีส่วนแบ่งสูงกว่า แต่การเติบโตของผู้ผลิตในประเทศจีนเป็นสัญญาณว่าตลาดนี้กำลังแข่งขันกันเข้มข้นขึ้น

อีกด้านหนึ่ง บริษัทจีนอย่าง DeepSeek กำลังพัฒนาโมเดล AI แบบเปิดที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โมเดลลักษณะนี้อาจช่วยลดต้นทุนการเข้าถึง AI และเปิดโอกาสให้ประเทศหรือธุรกิจที่มีงบประมาณจำกัดสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้มากขึ้น

Huang มองว่าการแข่งขันควรขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการเข้าถึงตลาด โดยบริษัทสหรัฐฯ ควรมีโอกาสนำเทคโนโลยีไปแข่งขันทั่วโลก แทนที่จะปล่อยให้คู่แข่งครองตลาดเกิดใหม่เพียงฝ่ายเดียว


คำเตือนของ Jensen Huang สะท้อนว่าการแข่งขัน AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างโมเดลที่เก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยบุคลากรวิจัย ระบบผลิตชิป เงินทุน และความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง จีนกำลังเพิ่มความแข็งแกร่งในหลายด้าน ขณะที่สหรัฐฯ ยังมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบนิเวศนวัตกรรม

ในมุมผู้เขียน ประเด็นที่น่าติดตามต่อจากนี้คือจีนจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบด้านจำนวนบุคลากรและการผลิตให้กลายเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่แข่งขันได้ในระดับโลกมากเพียงใด ขณะเดียวกัน การแข่งขันนี้อาจเป็นผลดีต่อผู้ใช้งานในระยะยาว หากทำให้ AI มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง แต่สำหรับนักลงทุน ควรพิจารณาความสามารถในการสร้างรายได้และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับกระแสการเติบโ

ที่มา : Kalshi, Finance.yahoo, Carnegieendowment