bitkub-banner

ยักษ์ใหญ่ Google ทดสอบระบบเก็บคริปโทฯ MPC รับมือภัย AI บน ETH และ SOL

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Google เตรียมเปิดตัว Google Multi-Party Compute (MPC) ระบบดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับธนาคาร ปัจจุบันอยู่ในขั้นทดสอบ และตั้งเป้าเปิดเชิงพาณิชย์ต้นปี 2027
  • ระบบแบ่ง Private Key ออกเป็นหลายส่วน พร้อมกำหนดเงื่อนไขและจำนวนผู้อนุมัติก่อนทำธุรกรรม ลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยกุญแจ
  • Google เตรียมรองรับความเสี่ยงจาก AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม ท่ามกลางความเสียหายจากการแฮ็กบล็อกเชนที่สะสมกว่า 16,690 ล้านดอลลาร์ ณ มิถุนายน 2026 ตามข้อมูลในรายงานต้นทาง

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Google เตรียมเปิดตัว Google Multi-Party Compute (MPC) บริการรักษาความปลอดภัยสำหรับคริปโทเคอร์เรนซีและ Tokenized Asset มุ่งช่วยธนาคารและสถาบันการเงินป้องกันการโจรกรรม ท่ามกลางภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความเสี่ยงจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ในอนาคต

Google เตรียมเปิดตัวระบบรักษาความปลอดภัยรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถเก็บรักษาและโอนย้ายคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่แปลงเป็นโทเคนได้อย่างปลอดภัย ในงานสัมมนาสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกของบริษัทที่จัดขึ้นในนครนิวยอร์กเมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Google Multi-Party Compute (MPC) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงเปิดให้พันธมิตรและสถาบันการเงินขนาดใหญ่บางแห่งทดสอบใช้งานในวงจำกัด 

ปัจจุบันแม้แต่บริษัทแม่อย่าง Alphabet เองก็ได้นำระบบนี้มาใช้งานจริงแล้ว เพื่อปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทที่ถือครองอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชน Ethereum และ Solana แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อสถาบันการเงินที่ร่วมทดสอบหรือระบุประเภทสินทรัพย์ที่ Alphabet ถือครองก็ตาม ทั้งนี้ Google มีแผนจะเปิดให้บริการระบบดังกล่าวในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2027 โดยที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดด้านราคา

ที่ผ่านมา Google มีบริการจัดการและปกป้องรหัสผ่านทางดิจิทัลอย่าง Google Cloud Key Management Service (KMS) และ Cloud HSM อยู่แล้ว รวมถึงเคยออกคู่มือแนะนำให้ลูกค้าสร้างระบบ MPC ด้วยตัวเองในปี 2023 

แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทรวบรวมระบบการอนุมัติธุรกรรม การตั้งกฎเกณฑ์ตรวจสอบ และการกู้คืนรหัสผ่าน เข้ามาไว้ในผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องประกอบระบบขึ้นมาเอง ท่ามกลางจังหวะที่สถาบันการเงินทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการออกสินทรัพย์โทเคนและการโอนเงินบนบล็อกเชน ซึ่งมีธรรมชาติที่เมื่อโอนออกไปแล้วจะไม่สามารถดึงเงินกลับคืนมาได้

อุดช่องโหว่ Private Key รั่วไหล ปัญหาใหญ่ที่ทำตลาดคริปโทฯ สูญเงินหมื่นล้านดอลลาร์ 

ปัญหาใหญ่ของการเก็บคริปโทฯ ไม่ใช่แค่ราคาขึ้นหรือลง แต่คือการรักษา Private Key หรือกุญแจส่วนตัวที่ใช้ควบคุมสินทรัพย์ เพราะหากกุญแจนี้ตกไปอยู่ในมือแฮ็กเกอร์ เงินในกระเป๋าอาจถูกโอนออกไปได้ทันที ซึ่งข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง Chainalysis ชี้ว่า ในปี 2024 ยอดความเสียหายจากการถูกขโมยคริปโทเคอร์เรนซีทั้งหมด มีสาเหตุมาจากการที่ Private Key รั่วไหลสูงถึง 43.8% 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก DeFiLlama ณ เดือนมิถุนายนปีนี้ ที่ระบุว่า โครงการบล็อกเชนทั่วโลกสูญเสียเงินจากการถูกแฮกสะสมรวมกันกว่า 1.669 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยราว 40% เกิดจากปัญหา Private Key ถูกขโมย 

ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้คือ กรณีของโปรโตคอลสเตเบิลคอยน์ Resolv ที่ถูกเจาะระบบผ่าน Private Key เมื่อเดือนมีนาคมจนสูญเงินไปราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกรณีของ Humanity Protocol ในเดือนมิถุนายนที่ผู้บริหารทำ Private Key หลุด ส่งผลให้แฮกเกอร์สูบเงินออกจาก 17 กระเป๋าไปกว่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนราคาเหรียญของโปรเจกต์ร่วงดิ่งลงกว่า 80%

เพื่อแก้ปัญหานี้ เทคโนโลยี MPC ของ Google จึงใช้วิธี “แบ่ง Private Key ออกเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ” แล้วนำไปแยกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หรือระบบที่ต่างกัน ทำให้ไม่มีคีย์ที่สมบูรณ์เก็บไว้ในที่เดียว 

ตัวอย่างเช่น ธนาคารอาจเก็บชิ้นส่วนคีย์ชิ้นแรกไว้บน Google Cloud ชิ้นที่สองเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของธนาคารเอง และชิ้นที่สามฝากไว้กับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นที่เป็นคู่แข่ง โดย Google ยืนยันว่าแม้แต่ตัวบริษัทเองก็ไม่สามารถเปิดดูข้อมูลคีย์ที่ถูกเข้ารหัสไว้ได้

เมื่อธนาคารต้องการโอนเหรียญ คำสั่งจะต้องวิ่งผ่านพื้นที่ประมวลผลปลอดภัยที่เรียกว่า Confidential Space ของ Google เพื่อตรวจสอบกับกฎระเบียบที่ธนาคารตั้งไว้ล่วงหน้า เช่น วงเงินสูงสุดที่โอนได้ บัญชีปลายทางที่อนุญาต หรือต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารหลายแผนก เช่น ต้องใช้ชิ้นส่วนคีย์ 2 ใน 3 หรือ 5 ใน 7 ส่วนมาประกอบกันจึงจะสั่งโอนเงินได้สำเร็จ วิธีนี้ช่วยให้ธนาคารได้ใช้ความสะดวกสบายของระบบคลาวด์ โดยไม่ต้องมอบอำนาจการเข้าถึงเงินทั้งหมดไว้ในมือผู้ให้บริการเทคโนโลยีเพียงรายเดียว

เกราะป้องกันภัยคุกคามยุคใหม่ 

นอกจากการป้องกันรหัสผ่านรั่วไหลแล้ว Google ยังวางตำแหน่งให้ระบบนี้เป็นปราการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นจากทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) และคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยข้อมูลจาก Chainalysis พบว่าในปี 2025 ขบวนการหลอกลวงคริปโทฯ ที่มีการใช้เครื่องมือ AI เข้ามาช่วย สามารถหลอกดึงเงินจากเหยื่อได้เฉลี่ยสูงถึง 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ AI ถึงราว 4.5 เท่า

ขณะเดียวกัน จัสติน เดรก นักวิจัยจาก Ethereum เพิ่งออกมาเตือนว่า ความก้าวหน้าของ AI อาจค้นพบทางลัดทางคณิตศาสตร์ที่สามารถถอดรหัสลายเซ็นดิจิทัลที่ใช้ปกป้องกระเป๋าเงิน Bitcoin และ Ethereum ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือนในกรณีที่เลวร้ายที่สุด 

แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มี AI ตัวใดทำเช่นนั้นได้จริง และระบบ MPC ของ Google ในตอนนี้จะเน้นไปที่การสกัดกั้นธุรกรรมที่ผิดกฎขององค์กรมากกว่าการป้องกันการเจาะระบบสมการคณิตศาสตร์ก็ตาม

ส่วนในระยะยาว ภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมคือ สิ่งที่สถาบันการเงินต้องเตรียมรับมือ โดยทีมวิจัยของ Google เคยประเมินไว้ว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังในอนาคตอาจใช้เวลาเพียง 9 นาทีในการคำนวณหา Private Key ของ Bitcoin จาก Public Key  ที่เปิดเผยอยู่บนระบบ

ซึ่งปัจจุบันมี Bitcoin ราว 6.9 ล้านเหรียญที่อยู่ในข่ายมีความเสี่ยงนี้ ดังนั้น Google จึงได้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของระบบ MPC ให้พร้อมรองรับการอัปเกรดไปสู่ระบบรหัสลับยุคหลังควอนตัมได้ทันทีที่เครือข่ายบล็อกเชนต่างๆ ปรับตัว โดยที่ธนาคารไม่ต้องรื้อระบบใหม่ 

Google บุกตลาดคริปโทฯ ท้าชนเจ้าตลาด Fireblocks และ BitGo

Google กำลังขยับเข้าสู่ตลาดความปลอดภัยสินทรัพย์ดิจิทัล โดยส่งบริการ MPC ลงสนามเดียวกับ Fireblocks, Fordefi และ BitGo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเก็บรักษาคริปโทฯ และระบบอนุมัติธุรกรรมแก่สถาบันการเงิน

จุดแข็งที่ Google นำมาใช้ชิงความได้เปรียบคือ สายสัมพันธ์อันยาวนานกับกลุ่มธนาคารและความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยระดับโลก ที่สำคัญคือ การวางตัวเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นกลาง” เพื่อเจาะกลุ่มธนาคารที่ไม่อยากพึ่งพาบริษัทรับฝากคริปโทฯ เฉพาะทาง 

ซึ่งบางครั้งอาจลงมาแข่งขันแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับธนาคารเสียเอง โดยระบบของ Google จะเปิดทางให้ธนาคารสามารถสร้างธุรกิจรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้แบรนด์ของตนเองได้อย่างอิสระ 

อย่างไรก็ดี การเข้ามาของ Google ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีจะหมดไป เพราะแม้ธนาคารจะกระจายชิ้นส่วนคีย์ไปเก็บไว้หลายที่ แต่การทำงานของซอฟต์แวร์และระบบตรวจสอบกฎเกณฑ์ก็ยังคงต้องพึ่งพาโครงสร้างของ Google อยู่ดี รวมถึงความปลอดภัยที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับว่าแต่ละธนาคารจะตั้งค่าระบบและควบคุมสิทธิ์ผู้บริหารในการแก้ไขกฎการโอนเงินได้รัดกุมเพียงใด 

บทพิสูจน์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่ว่า จะมีธนาคารรายใดเลือกใช้บริการนี้ และ Google จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ตามเป้าหมายในช่วงต้นปี 2027 หรือไม่

ที่มา:coindesk


มุมมองผู้เขียน: การเข้ามาของ Google อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องการเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะสินทรัพย์ Tokenized ที่ต้องการระบบดูแลและอนุมัติธุรกรรมอย่างรัดกุม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยตรงต่อราคา Bitcoin และเหรียญอื่น ๆ ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ และยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ