สรุปข่าว
- Brad Garlinghouse ซีอีโอ Ripple มั่นใจว่า XRP จะก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานทองคำของโครงสร้างพื้นฐานการเงินระดับสถาบันภายใน 5 ปี
- David Schwartz มองว่า บล็อกเชนจะกลืนไปกับชีวิตประจำวันเหมือนอินเทอร์เน็ต โดยมี Tokenized RWAs เป็นตัวขับเคลื่อน
- ผลิตภัณฑ์ของ Ripple รองรับธุรกรรมกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่ 99.9% ยังวิ่งบนระบบการเงินแบบดั้งเดิม
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish
การที่ผู้บริหารระดับสูงออกมายืนยันบทบาทสำคัญของ XRP ในแผนธุรกิจอย่างชัดเจน พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ทอดทิ้งสินทรัพย์ดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาและช่วยเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple และ David Schwartz กรรมการบริหารและอดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ได้ร่วมเปิดเผยมุมมองและวิสัยทัศน์ในอีก 5 ปีข้างหน้า สำหรับเหรียญ XRP ในงานสัมมนา Swell เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดย Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple แสดงความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนว่า XRP จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนก้าวขึ้นมาเป็น “มาตรฐานทองคำ” สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับสถาบันได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งสอดรับกับแผนการขยายธุรกิจของ Ripple ที่ต่อยอดจากการโอนเงินข้ามพรมแดน ไปสู่การบริหารจัดการเงินกองคลังขององค์กร และบริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำ
โดยวางให้ XRP เป็นฟันเฟืองหลักของเทคโนโลยี และจะเลือกใช้ XRP เป็นตัวเลือกแรกในทุกธุรกรรมที่เหมาะสม แม้ว่าในบางธุรกรรมเงินสดทั่วไป หรือเหรียญสเตเบิลคอยน์อย่าง RLUSD อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่าก็ตาม
ขณะที่ David Schwartz ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Ripple มองข้ามช็อตไปถึงการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยเปรียบเปรยว่า ในอนาคตบล็อกเชนจะผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คน จนเป็นเรื่องปกติเหมือนกับการใช้อินเทอร์เน็ต ทั้งการจัดการเงินส่วนตัว การรับเงินเดือน การลงทุน ไปจนถึงการกู้ยืมเงิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ จะถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสการนำสินทรัพย์ในโลกจริง มาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล RWA
XRP ยังคงเป็นหัวใจหลัก เกื้อหนุนกับ RLUSD เพื่อเชื่อมต่อทุกคู่เงิน
ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ซีอีโอของ Ripple ย้ำอย่างหนักแน่นว่า XRP ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในทุกการดำเนินงานของบริษัท พร้อมอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง XRP และเหรียญสเตเบิลคอยน์อย่าง Ripple USD (RLUSD) ว่า ทั้งสองเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
โดยเหรียญ RLUSD ราวครึ่งหนึ่ง ถูกสร้างขึ้นบนเครือข่าย XRP Ledger (XRPL) จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยดึงดูดสภาพคล่อง และเพิ่มปริมาณธุรกรรมมหาศาลเข้าสู่ระบบนิเวศ
เมื่อถูกถามถึงจุดเด่น ที่ XRP ทำได้เหนือกว่าสเตเบิลคอยน์ทั่วไป Garlinghouse ชี้แจงว่า XRP มีบทบาทพิเศษในการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสภาพคล่อง ” ระหว่างคู่เงินตราต่างประเทศทั่วโลก เนื่องจากสเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์เส้นทางการเงินระหว่างประเทศได้อย่างครอบคลุมทุกสกุลเงิน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญากับชุมชนอย่างชัดเจนว่า บริษัทจะไม่มีวันทอดทิ้ง XRP อย่างแน่นอน
ปริมาณธุรกรรมมหาศาล 16 ล้านล้านดอลลาร์: โอกาสครั้งใหญ่ในการย้ายเม็ดเงินขึ้นสู่บล็อกเชน
Ripple เปิดเผยว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้รองรับและช่วยขับเคลื่อนปริมาณธุรกรรมทางการเงิน รวมสูงกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมตั้งเป้าดันรายได้จากผลิตภัณฑ์ ให้แตะระดับ 900 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในสิ้นปี 2026
โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จสำคัญอย่าง การขยายระบบบริหารเงินสดขององค์กรด้วยเหรียญ RLUSD และโครงการ 24/7 Returns ที่ช่วยให้ลูกค้าองค์กรสามารถสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดิจิทัลในกระเป๋าเงินของ Ripple ได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม Garlinghouse ชี้ว่า ธุรกรรมกว่า 99.9% จากทั้งหมด 16 ล้านล้านดอลลาร์นั้น ยังคงวิ่งอยู่บนระบบการเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสการเติบโตมหาศาลในอนาคต
พร้อมตั้งเป้าว่า หากสามารถดึงธุรกรรมเพียง 1% ถึง 3% ให้ทยอยย้ายขึ้นมาทำงานบนระบบบล็อกเชนได้สำเร็จ แม้จะดูเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย แต่ก็คิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่จะเข้ามาสร้างมูลค่า และขับเคลื่อนระบบนิเวศของ XRP อย่างก้าวกระโดดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ที่มา : bitcoin.news
มุมมองผู้เขียน : แม้แนวคิดเรื่องการเป็น “มาตรฐานทองคำ” จะดูน่าสนใจ แต่นัยสำคัญที่แท้จริงขึ้นอยู่กับระดับการนำ XRP ไปใช้งานในธุรกรรมจริงของสถาบันการเงิน ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงวิสัยทัศน์ ซึ่งถือเป็นโจทย์การเติบโตที่ต้องประเมินกันในระยะยาว

