สรุปข่าว
- FBI แถลงเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมว่า กลุ่มแฮกเกอร์หนุนหลังโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ หรือ TraderTraitor คือผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรม Binance มูลค่ากว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนทรัมป์ยังไม่ฟันธง แต่พร้อมเปิดเจรจาโดยตรง หากยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือเปียงยาง
- Binance เปิดถอนเงินคืน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน เงินไหลออกสุทธิราว 3.6 พันล้านดอลลาร์ใน 9 ชั่วโมงครึ่งแรก คิดเป็น 2.1% ของสินทรัพย์ลูกค้า พร้อมยืนยันชดเชยผู้ใช้ 100% จากกองทุน SAFU และเงินสำรองบริษัท
- ยอดโจรกรรมสะสมของเกาหลีเหนือพุ่งแตะ 1.187 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของ CryptoQuant และเหตุนี้ทำลายสถิติเดิมของ Bybit ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish
ขนาดความเสียหายและการที่แฮกเกอร์แปลงสินทรัพย์เป็น ETH เพื่อฟอกเงิน สร้างความกังวลว่าอาจมีแรงเทขายในตลาด ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อกระดานเทรดรายใหญ่ที่สุดของโลกถูกสั่นคลอนอย่างหนัก แม้เงินไหลออกสุทธิหลังเปิดถอนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และ Binance มีเงินสำรองพร้อมชดเชยครบ ทำให้ความตื่นตระหนกยังไม่ลุกลามเป็นวงกว้าง
สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจรกรรมไซเบอร์ครั้งประวัติศาสตร์ที่เจาะระบบกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Binance จนทำให้มีสินทรัพย์ดิจิทัลรั่วไหลออกไปมูลค่ารวมกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.1 แสนล้านบาท)
ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ในวันเดียวกันว่า พร้อมที่จะเปิดการเจรจากับทางการเกาหลีเหนือโดยตรง หากได้รับการยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว
ด้านสถานการณ์ของ Binance หลังจากต้องระงับระบบการถอนสินทรัพย์ชั่วคราวหลังเกิดเหตุ ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางแพลตฟอร์มได้กลับมาเปิดระบบให้ผู้ใช้งานถอนเงินได้ตามปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยในช่วง 9 ชั่วโมงครึ่งแรกของการเปิดระบบ มีกระแสเงินไหลออกราว 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเงินฝากไหลเข้าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นยอดเงินไหลออกสุทธิราว 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.1% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่ลูกค้าฝากไว้บนแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ Binance ยืนยันว่าจะชดเชยความเสียหายให้ผู้ใช้งานเต็มจำนวน 100% ผ่านกองทุนคุ้มครองผู้ใช้งาน (SAFU) และเงินทุนสำรองของบริษัทเอง ซึ่งได้จัดเตรียมไว้แล้วกว่า 6.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเผยแพร่รายงานการตรวจสอบสินทรัพย์สำรอง (Proof of Reserve) ฉบับใหม่ในเร็วๆ นี้
FBI เปิดชื่อกลุ่มแฮกเกอร์ TraderTraitor เร่งสกัดเส้นทางฟอกเงินผ่าน DeFi
จากการสืบสวนของ FBI พบว่าผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้คือ กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือที่ใช้ชื่อว่า “TraderTraitor” โดยหลังจากขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งส่วนใหญ่เป็น Bitcoin ออกมาได้สำเร็จ คนร้ายได้เร่งแปลงเหรียญเหล่านั้นให้กลายเป็น Ethereum (ETH) เพื่อเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์ม DeFi และบริการ Swap เหรียญแบบทันที (Instant Swap) ซึ่งเป็นช่องทางที่มักเปิดให้สลับเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนเปิดบัญชีหรือยืนยันตัวตน (KYC)
เพื่อสกัดกั้นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ทั้ง FBI, หน่วยอารักขาประธานาธิบดี (USSS) และฝ่ายสืบสวนคดีอาชญากรรมของกรมสรรพากร (IRS-CI) ได้ออกประกาศร่วมกันเพื่อขอความร่วมมือไปยังผู้ดูแลโหนดบนเครือข่าย THORChain , ผู้ให้บริการโหนด RPC , แพลตฟอร์ม Swap เหรียญอัตโนมัติ ,โปรโตคอล DeFi ตลอดจนบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน ให้ทำการขึ้นบัญชีดำและบล็อกการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัลของกลุ่ม TraderTraitor ทันที พร้อมทั้งได้เปิดเผยรายชื่อกระเป๋าเงินต้องสงสัยต่อสาธารณะเพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันเฝ้าระวัง
“ทรัมป์” ไม่กังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันพร้อมพูดคุยกับเกาหลีเหนือ
ในวันเดียวกับที่ FBI ออกแถลงการณ์ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างร่วมงานเลี้ยงวันฮาโลวีนที่รีสอร์ตมาร์-อะ-ลาโก (Mar-a-Lago) โดยระบุว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทีมงานกำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวเสริมว่าในมุมของเขายังไม่ขอฟันธงว่าเป็นฝีมือของเกาหลีเหนือหรือไม่ แต่หากตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วพบว่าเกาหลีเหนือมีส่วนเกี่ยวข้องจริง เขาก็มีความตั้งใจที่จะพูดคุยเจรจากับเกาหลีเหนือในประเด็นนี้โดยตรง
คำแถลงของ FBI ในครั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชั้นนำอย่าง TRM Labs และ Chainalysis ที่ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้แล้วว่า รูปแบบการโจมตีและวิธีการเคลื่อนย้ายเงินของแฮกเกอร์ที่เจาะระบบ Binance มีลักษณะเฉพาะตัวที่ตรงกับพฤติกรรมของกลุ่มแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน
ยอดโจรกรรมคริปโทฯ สะสมของเกาหลีเหนือพุ่งทะลุ 1.18 หมื่นล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์จากแพลตฟอร์มข้อมูลออนเชน CryptoQuant ประเมินว่า เมื่อนำมูลค่าความเสียหายจากกรณีของ Binance มารวมคำนวณด้วย จะทำให้ยอดรวมของคริปโทเคอร์เรนซีที่กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือขโมยไปได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พุ่งสูงถึง 1.187 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4 แสนล้านบาท)
โดยการโจมตี Binance ในครั้งนี้ถือเป็นการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่กระดานเทรด Bybit ถูกกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือเจาะระบบและสูญเสียเงินไปราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขความเสียหายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์จากเกาหลีเหนือยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเมื่อเดือนมกราคม 2025 ที่ผ่านมา รัฐบาลของ 3 ประเทศพันธมิตร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะเพิ่งออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเตือนภัยอุตสาหกรรมบล็อกเชน และประกาศความร่วมมือในการป้องกันรวมถึงติดตามยึดคืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปก็ตาม แต่กลุ่มแฮกเกอร์ก็ยังคงสามารถพัฒนาวิธีการโจมตีเพื่อเจาะเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์มระดับโลกได้อยู่ดี
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : ตัวเลขเงินทุนไหลออกสุทธิเพียง 2.1% สะท้อนว่า ฐานผู้ใช้งานยังคงรักษาความเชื่อมั่นต่อ Binance ไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงยังคงอยู่ที่แรงเทขาย Ethereumก้อนใหญ่ที่อาจทยอยออกมาระหว่างกระบวนการฟอกเงิน

