bitkub-banner

เซียนรุ่นใหม่ เด็กม.แคนาดาวัย 21 ปั้นกองทุนโต 6 เท่า ทะลุ 100 ล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Morgan Combden นักศึกษาวัย 21 ปี บริหารกองทุน SSIF พอร์ตเติบโตจาก 550,000 ดอลลาร์ เป็น 3.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6 เท่า
  • กองทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 16% ต่อปี เอาชนะผลตอบแทนของดัชนี S&P500 
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนักลงทุนทั่วไปเริ่มจาก Index Fund หรือ ETF ค่าธรรมเนียมต่ำ เน้นกระจายความเสี่ยงและลงทุนระยะยาว

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Morgan Combden นักศึกษาการเงินวัยเพียง 21 ปี จากมหาวิทยาลัย Carleton ประเทศแคนาดา ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการพอร์ตลงทุนของ Sprott Student Investment Fund (SSIF) ซึ่งมีมูลค่าเติบโตจากเงินทุนเริ่มต้น 550,000 ดอลลาร์ เป็น 3.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 120 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า พร้อมสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยราว 16% ต่อปี ความสำเร็จนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันเป็นทีมของนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก โดยเน้นวิเคราะห์หุ้นอย่างละเอียด ตรวจสอบความเสี่ยง และเคล็ดลับคือการใช้ความอดทน แทนการไล่ตามหุ้นที่กำลังเป็นกระแส

Morgan Combden นักศึกษาการเงินวัย 21 ปี จากมหาวิทยาลัย Carleton ในแคนาดา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการพอร์ตลงทุนของ Sprott Student Investment Fund (SSIF) กองทุนที่บริหารโดยนักศึกษา ซึ่งมีมูลค่าเติบโตจากเงินทุนเริ่มต้น 550,000 ดอลลาร์ เป็น 3.5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 120 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า

แต่เบื้องหลังผลงานนี้ไม่ได้มาจากการไล่ซื้อหุ้นที่กำลังเป็นกระแส Combden บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความอดทน และเลือกลงทุนเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจจริง ๆ

เธอเริ่มสนใจตลาดการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งฟังพอดแคสต์ The Economist และติดตามข่าวสารตลาด ก่อนจะเข้ามาเป็นนักศึกษาฝึกงานของ SSIF ตั้งแต่ปี 1 และค่อย ๆ ขยับขึ้นมารับหน้าที่ผู้จัดการพอร์ตในชั้นปีที่ 4

Morgan Combden (คนฝั่งซ้าย) นักศึกษาปี 4 สาขาการเงิน มหาวิทยาลัย Carleton และผู้จัดการพอร์ตลงทุนของ SSIF

จากเงินทุน 5.5 แสนดอลลาร์ สู่พอร์ต 3.5 ล้านดอลลาร์

SSIF ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดยได้รับเงินทุนเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัย Carleton จำนวน 50,000 ดอลลาร์ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเติมเงินให้อีก 500,000 ดอลลาร์ในปี 2013 ทำให้กองทุนมีเงินทุนรวม 550,000 ดอลลาร์

นับตั้งแต่นั้น กองทุนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 16% ต่อปี สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ซึ่งอยู่ที่ราว 10-11% ต่อปี จนมูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

กองทุนแห่งนี้ไม่ได้มีผู้จัดการมืออาชีพจากบริษัทลงทุนเป็นคนตัดสินใจ แต่เปิดโอกาสให้นักศึกษาประมาณ 20 คนที่ผ่านการคัดเลือกในแต่ละปี เข้ามาวิเคราะห์หุ้น บริหารเงินจริง และรายงานผลการลงทุนต่อคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย

Howard Nemiroff คณบดีคณะบริหารธุรกิจ Sprott และอาจารย์ที่ปรึกษาของกองทุนเล่าว่า นักศึกษาที่ได้รับเลือกเป็นกลุ่มคนที่จริงจังกับตลาดการเงินมาก บางคนใช้เวลานั่งอยู่หน้า Bloomberg Terminal มากกว่าจะออกไปดูหนังเสียอีก

Howard Nemiroff (คนที่สองจากขวา) คณบดีคณะบริหารธุรกิจ Sprott มหาวิทยาลัย Carleton และอาจารย์ที่ปรึกษากองทุน SSIF

ทุกไอเดียการลงทุนต้องผ่านการถกเถียงในทีม เมื่อนักศึกษาคนหนึ่งเสนอซื้อหุ้น สมาชิกคนอื่น ๆ จะช่วยกันตั้งคำถามและหาจุดอ่อนของข้อเสนอนั้นให้ได้มากที่สุด เพราะเงินที่นำมาบริหารเป็นเงินบริจาคของมหาวิทยาลัย จึงต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

สำหรับ Combden งานของเธอไม่ได้มีแค่การเลือกหุ้น แต่ต้องประเมินความเสี่ยงของพอร์ตอยู่ตลอดเวลา ทั้งตรวจสอบว่า น้ำหนักการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรมมาก หรือน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 และ TSX หรือไม่ รวมถึงดูว่าการซื้อขายยังสอดคล้องกับมุมมองระยะยาวของคณะกรรมการลงทุนหรือเปล่า

นักลงทุนทั่วไปไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นรายตัว

แม้ SSIF จะสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดได้ต่อเนื่อง แต่ Ben Felix ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนและผู้จัดการพอร์ตจาก PWL Capital ซึ่งเคยเป็นนักวิเคราะห์คัดเลือกหุ้นของ SSIF ในปี 2014 มองว่า นักลงทุนทั่วไปไม่จำเป็นต้องพยายามเลือกหุ้นรายตัวเหมือนทีมที่บริหารกองทุนนี้

Felix ยอมรับว่า ทีม SSIF มีผลงานจากการวิเคราะห์หุ้นได้ค่อนข้างดี แต่การเลือกหุ้นให้เอาชนะตลาดได้อย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนรายย่อยไม่มีทีมวิเคราะห์ เครื่องมือวิจัย และอาจารย์ที่ปรึกษาคอยสนับสนุนเหมือนกองทุน

เขาจึงแนะนำให้คนส่วนใหญ่เริ่มจากกองทุนดัชนี (Index Fund) หรือ ETF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เพราะช่วยกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้น หรือพันธบัตรหลายบริษัทได้ทันที โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการเลือกหุ้นผิดตัว

Combden เองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เธอแนะนำให้นักลงทุนมือใหม่เริ่มจากกองทุนดัชนีหรือ ETF ก่อน ค่อย ๆ ติดตามข่าวสาร ศึกษาหุ้นรายตัว และเรียนรู้จากทั้งกำไรและขาดทุน เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะเริ่มสร้างแนวทางลงทุนของตัวเองได้

Gregory Poapst ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการ Fundviews Capital ในฟลอริดา ซึ่งเคยเป็นนักวิเคราะห์เชิงปริมาณของ SSIF ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน โดยช่วยพ่อแม่สร้างพอร์ตที่เน้น ETF และกองทุนดัชนี พร้อมย้ำว่า การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ

ไม่มีสูตรลัด แม้แต่กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ 16% ต่อปี

Nemiroff บอกว่า SSIF ไม่ได้มีสูตรลับในการสร้างผลตอบแทน แม้กองทุนจะเคยลงทุนในหุ้น Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ตั้งแต่ราคาประมาณ 10 ดอลลาร์ ก่อนที่ราคาจะขึ้นมาอยู่แถว 400 ดอลลาร์ แต่โอกาสที่จะเจอหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

เขายังเตือนว่า การพยายามหาหุ้นที่ทำผลงานได้เหมือน TSMC อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่วิธีที่รับประกันว่าจะเอาชนะตลาดได้ พร้อมยกคำพูดของ Warren Buffett ที่ว่า “จงร่ำรวยอย่างช้า ๆ” มาอธิบายแนวคิดของกองทุน เพราะการปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นทำงานในระยะยาว อาจสร้างความมั่งคั่งได้โดยไม่ต้องเร่งหากำไรก้อนใหญ่

อย่าตัดสินใจซื้อขายเพราะความกลัว

อีกเรื่องที่ทีม SSIF ให้ความสำคัญคือ การควบคุมอารมณ์ Nemiroff บอกว่า ในทุกภาคการศึกษา ตลาดมักมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ แต่การรีบขายสินทรัพย์เพียงเพราะเห็นราคาปรับตัวลง อาจกลายเป็นบทเรียนที่มีราคาแพง

ด้าน Felix แนะนำให้นักลงทุนกลับมาดูพอร์ตของตัวเอง หากรู้สึกกังวลจนไม่สามารถทนถือได้ในช่วงตลาดผันผวน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า พอร์ตมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับตัวเอง นักลงทุนจึงควรเลือกสัดส่วนสินทรัพย์ที่สามารถถือผ่านช่วงตลาดขาลงได้จริง

เขายังแนะนำให้หาความรู้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ทั้งพอดแคสต์ด้านการลงทุนและผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิ CFA พร้อมระวังเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีผลประโยชน์ทางการค้า

ส่วน Poapst ทิ้งท้ายว่า นักลงทุนควรทำการบ้านด้วยตัวเอง ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ และยึดมั่นกับหลักการลงทุนที่วางไว้

สำหรับ Combden และทีม SSIF ผลงานที่เติบโตมากกว่า 6 เท่าไม่ได้เกิดจากการตามหาหุ้นที่จะทำกำไรได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างหนัก อดทน และยอมรับว่า บางครั้งการไม่รีบซื้อขายก็เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเช่นกัน

ที่มา:thestar


มุมมองผู้เขียน: กรณีของ Combden แสดงให้เห็นว่า อายุอาจไม่ใช่ข้อจำกัดของการบริหารเงินลงทุน หากมีความรู้ วินัย และกระบวนการตัดสินใจที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าผลงาน 3.5 ล้านดอลลาร์เป็นความสำเร็จของทีม SSIF ไม่ใช่ผลงานของเธอเพียงคนเดียว สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ กองทุนจะรักษาผลตอบแทนเฉลี่ยที่เหนือกว่า S&P 500 ได้ต่อเนื่องแค่ไหน