bitkub-banner

ถือกระดาษไม่ใช่เจ้าของ ซีอีโอ Trezor เตือนสติซื้อ Bitcoin ETF ไม่เหมือนถือเหรียญจริง 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Matěj Žák ซีอีโอ Trezor ระบุว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF เป็นเพียง “Bitcoin บนกระดาษ” ผู้ลงทุนไม่ได้ถือ Private Keys และไม่มีสิทธิ์ควบคุมสินทรัพย์จริง
  • การถือครองแบบ Self-Custody ช่วยตัดความเสี่ยงจากตัวกลางและค่าธรรมเนียมบริหารกองทุนได้ พร้อมไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการล่มสลายของกระดานเทรด เหมือนบทเรียนจาก FTX
  • เหตุการณ์แฮก Bitget และกรณีการเงินสูญหาย ที่เชื่อมโยงกับ Ledger ย้ำว่า การถือเหรียญเองต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบเต็มร้อยของผู้ใช้งานด้วย

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

คำเตือนนี้เป็นมุมมองเชิงปรัชญาและเชิงโครงสร้างของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ต ไม่ได้มีปัจจัยใหม่ที่กระทบอุปสงค์หรืออุปทานของ Bitcoin โดยตรง ขณะที่เหตุการณ์แฮกที่ถูกอ้างถึง ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ตลาดจึงรับรู้ราคาไปก่อนหน้านี้

Matěj Žák ซีอีโอของ Trezor ผู้ผลิตกระเป๋าเก็บคริปโทฯ แบบฮาร์ดแวร์ชั้นนำ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Sujal Show เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยชี้ว่า แม้กองทุน Spot Bitcoin ETF จะช่วยเปิดทางให้นักลงทุนจากฝั่งการเงินแบบดั้งเดิมเข้าถึงคริปโทฯ ได้สะดวกขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้างแล้ว การซื้อหุ้นของกองทุน ETF นั้นแตกต่างจากการถือเหรียญ Bitcoin ของจริงอย่างสิ้นเชิง

Matěj Žák เปรียบเปรยการลงทุนในกองทุน ETF ว่า เป็นเพียง “Bitcoin บนกระดาษ ” ที่ให้ผู้ถือครองได้ประโยชน์ แค่จากการขึ้นลงของราคาเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์ควบคุมสินทรัพย์ที่แท้จริง เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้เป็นเจ้าของ Private Keys ไม่สามารถเข้าถึงเครือข่ายบล็อกเชนได้โดยตรง และไม่สามารถโอน หรือนำเหรียญไปใช้จ่ายได้ตามต้องการ แต่ต้องพึ่งพา และผูกติดอยู่กับสัญญาทางกฎหมาย ผ่านบริษัทผู้จัดการกองทุนที่เป็นตัวกลางแทน

ชูแนวคิด Self-Custody ป้องกันความเสี่ยงตัวกลาง พร้อมเลี่ยงภาระค่าธรรมเนียมกองทุน

Matěj Žák ได้เปรียบเทียบจุดตัดสำคัญระหว่างกองทุน ETF กับการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-Custody) โดยเน้นย้ำว่า การถือเหรียญเองคือ หัวใจของคริปโทฯ เพราะผู้ใช้งานจะได้ถือ Private Keys ไว้จริง ทำให้ทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง และไม่มีใครสามารถเข้ามาแทรกแซงหรือยึดไปได้ 

พร้อมยกตัวอย่างบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์จากการล่มสลายของกระดานเทรด FTX เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ที่สร้างความเสียหายสูงกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ และนำไปสู่คำตัดสินจำคุก Sam Bankman-Fried นานถึง 25 ปีในคดีฉ้อโกง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนเตือนใจชั้นดี ถึงอันตรายจากการฝากเงินไว้กับตัวกลางแบบรวมศูนย์

นอกจากเรื่องความเสี่ยงแล้ว เขายังชี้ให้เห็นถึงมิติด้านต้นทุน โดยกองทุน ETF จะมีค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการที่ถูกหักออกอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ถือครอง ในขณะที่การเก็บรักษา Bitcoin ไว้ในกระเป๋าส่วนตัวโดยตรง จะช่วยให้นักลงทุนตัดภาระค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ออกไปได้

เหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ย้ำเตือนความเสี่ยงด้านการดูแลสินทรัพย์

คำเตือนของซีอีโอ Trezor เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลระลอกใหม่ เกี่ยวกับความปลอดภัยในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล หลังมีรายงานเหตุการณ์ถูกแฮก และช่องโหว่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 24 กันยายน กระดานเทรด Bitget พบการลักลอบโอนเงินออกจากกระเป๋า Hot Wallet คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 387 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ตอย่าง Ledger ก็ต้องเร่งตรวจสอบกรณีเงินลูกค้าสูญหาย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ซึ่งเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ที่สั่งซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง CryptoBilis สร้างความเสียหายเบื้องต้นกว่า 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามสามารถแทรกซึมเข้ามาได้ตั้งแต่ขั้นตอนในห่วงโซ่อุปทานของตัวอุปกรณ์เอง และตอกย้ำว่า แม้การเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเอง จะช่วยตัดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตัวกลางออกไปได้ แต่ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งหมดก็ตกอยู่กับตัวผู้ใช้งานเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งในการปกป้องชุดคำ Seed Phrase และการดูแลความปลอดภัยของอุปกรณ์ให้อยู่รอดปลอดภัย

ที่มา : thestreet


มุมมองผู้เขียน : สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ กองทุน ETF ยังคงตอบโจทย์ด้านความสะดวกและมีกรอบการกำกับดูแลที่คุ้มครองความปลอดภัย ขณะที่การเลือกถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Self-custody) ต้องแลกมาด้วยความรับผิดชอบเต็มรูปแบบ 

ทั้งนี้ ทิศทางในอนาคตก็มีแนวโน้มที่นักลงทุนจะหันมาจัดสรรสัดส่วนแบบผสมผสานระหว่างสองแนวทาง เพื่อกระจายความเสี่ยงและปรับความสมดุลให้สอดคล้องกับเป้าหมาย แทนการเลือกถือครองแบบใดแบบหนึ่งอย่างสุดโต่ง