สรุปข่าว
- หน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้เรียกร้องให้กระดานเทรดคริปโตเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ลูกค้าที่เก็บใน Cold Wallet หลังเกิดเหตุแฮก Binance
- กฎหมายเกาหลีใต้กำหนดให้กระดานเทรดต้องเก็บสินทรัพย์ลูกค้าอย่างน้อย 80% ใน Cold Wallet อยู่แล้ว แต่ผู้กำกับดูแลต้องการให้เพิ่มขึ้นอีก
- ต้องติดตามว่าหน่วยงานจะยกระดับเป็นข้อบังคับใหม่หรือไม่ และกระดานเทรดในประเทศจะปรับตัวอย่างไร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้เป็นการเรียกร้องให้เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยที่มีกฎรองรับอยู่แล้วในระดับสูง จึงไม่น่าส่งผลต่อราคาโดยตรง แรงกดดันต่อตลาดส่วนใหญ่มาจากตัวเหตุแฮก Binance มากกว่าท่าทีของผู้กำกับดูแลเกาหลีใต้
เมื่อเวลา 08:47 น. ของวันที่ 3 พ.ย. ตามรายงานจาก Cointelegraph หน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้เรียกร้องให้กระดานเทรดคริปโตในประเทศเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ของลูกค้าที่เก็บไว้ใน Cold Wallet ภายหลังเกิดเหตุแฮก Binance ปัจจุบันกระดานเทรดในเกาหลีใต้ถูกบังคับให้เก็บคริปโตของลูกค้าอย่างน้อย 80% ไว้ใน Cold Wallet อยู่แล้ว แต่ผู้กำกับดูแลเห็นว่ายังควรเพิ่มอีก
Cold Wallet คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
Cold Wallet คือกระเป๋าเก็บคริปโตที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ต่างจาก Hot Wallet ที่ต้องออนไลน์เพื่อรองรับการฝากถอนของลูกค้า ทำให้แฮกเกอร์เจาะเข้าไปขโมยได้ยากกว่ามาก กระดานเทรดส่วนใหญ่จึงเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ใน Cold Wallet และเก็บใน Hot Wallet เฉพาะส่วนที่ต้องใช้หมุนเวียนในแต่ละวัน
กฎ 80% ของเกาหลีใต้จึงหมายความว่าอย่างมากที่สุดกระดานเทรดจะมีสินทรัพย์ลูกค้าเหลืออยู่ใน Hot Wallet ได้ไม่เกิน 20% การที่ผู้กำกับดูแลยังเรียกร้องให้เพิ่มอีก สะท้อนว่าเหตุแฮก Binance ทำให้พวกเขาเห็นว่าระดับที่ใช้อยู่อาจยังไม่เพียงพอ
เกาหลีใต้ตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยกระดานเทรด
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในตลาดคริปโตที่คึกคักที่สุดในโลก และผู้กำกับดูแลให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของกระดานเทรดมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่อง บทเรียนจาก Upbit ที่ย้ำให้เห็นความต่างระหว่างการฝากเงินไว้บนกระดานเทรดกับการเก็บใน Cold Wallet ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ผู้กำกับดูแลเกาหลีใต้กำลังเน้นย้ำอีกครั้งในตอนนี้
ขณะเดียวกัน Siam Blockchain ยังรายงานว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้เริ่มทดสอบความทนทานของ 31 สถาบันการเงินเพื่อจำลองวิกฤตตลาดคริปโต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐของเกาหลีใต้กำลังเดินหน้าตรวจสอบความเสี่ยงด้านคริปโตอย่างจริงจังหลายด้านพร้อมกัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ผู้กำกับดูแลเกาหลีใต้ออกมาเรียกร้องแบบนี้ ถือเป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้หลังเหตุแฮกใหญ่ของกระดานเทรดอันดับต้นของโลก แต่ตัวเลข 80% ที่มีอยู่แล้วก็ถือว่าสูงมาก ผลกระทบจริงจึงอาจไม่ใหญ่เท่าไหร่ สิ่งที่น่าจับตาคือหน่วยงานจะเปลี่ยนจาก “เรียกร้อง” เป็น “บังคับ” ด้วยตัวเลขใหม่หรือเปล่า เพราะถ้าเพิ่มสัดส่วน Cold Wallet จริง ต้นทุนและความคล่องตัวของกระดานเทรดในประเทศก็อาจได้รับผลกระทบ สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไม่ว่ากฎจะเป็นอย่างไร การไม่เก็บเงินก้อนใหญ่ไว้บนกระดานเทรดนานเกินจำเป็นก็ยังเป็นหลักที่ควรยึดไว้เสมอ
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI

