bitkub-banner

คืนนี้ชี้ชะตา เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วัดใจ Bitcoin ท่ามกลางมรสุมรุมเร้า 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคา Bitcoin ร่วงลงแตะ 76,000 ดอลลาร์อีกครั้ง ในวันเลือกตั้งที่ 3 พฤศจิกายน โดยราคาซื้อขายอยู่ที่ราว 76,937 ดอลลาร์ ลดลง 2.01% ใน 24 ชั่วโมง
  • กองทุน Spot Bitcoin ETF ถูกเทขายหนัก เงินลงทุนไหลออกสุทธิ 643.2 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ขณะที่เทรดเดอร์รายใหญ่เร่งเปิด Short บน Hyperliquid
  • ผลเลือกตั้งกลางเทอมจะชี้ชะตาร่างกฎหมาย CLARITY Act ส่วน Binance ยังต้องฟื้นความเชื่อมั่น หลังเหตุการณ์แฮกมูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish

การไหลออกของเงินทุนสถาบัน ต้นทุนเฉลี่ยบนบล็อกเชนที่ขยับเข้าใกล้ราคาตลาด และการเปิด Short Position ที่พุ่งสูงขึ้น ล้วนเป็นแรงกดดัน ที่ฉุดรั้งราคา Bitcoin ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งอาจพลิกกลับมาเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนตลาดได้ หากทิศทางและกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลมีความชัดเจนและเป็นมิตรต่อนักลงทุนมากขึ้น

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเดินทางมาถึงค่ำคืนที่มีความสำคัญมากที่สุดครั้งหนึ่งของปี เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ กำลังจะเปิดฉากขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางอย่างหนัก 

หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดต้องเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งกระแสเงินทุนไหลออกจากฝั่งวอลล์สตรีท การเปิดสถานะเก็งกำไรขาลงของกลุ่มเทรดเดอร์รายใหญ่ และแรงกระเพื่อมจากการที่ Binance กระดานเทรดอันดับหนึ่งของโลก เพิ่งถูกแฮกเกอร์เจาะระบบกวาดเงินไปสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ร่วงหลุดระดับ 77,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงไปทำจุดต่ำสุดชั่วคราวในวันที่ 30 ตุลาคม ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวแถวบริเวณ 77,800–78,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Ethereum ดีดตัวจากระดับ 2,200 ดอลลาร์ ขึ้นมาอยู่ที่ราว 2,287 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวระยะสั้นนี้ยังไม่สามารถลบล้างสัญญาณความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างตลาดได้

สัญญาณเตือนจากวอลล์สตรีท เงินทุนจาก ETF ไหลออกหนัก และแรงเทขายฝั่งสถาบัน

แรงกดดันสำคัญที่ฉุดรั้งไม่ให้ Bitcoin สามารถกลับไปยืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้ มาจากฝั่งนักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมเพียงวันเดียว กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เผชิญกับแรงเทขายสุทธิสูงถึง 643.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลบล้างเม็ดเงินไหลเข้าที่สะสมมาตลอด 4 วันทำการก่อนหน้าจนหมดสิ้น 

ส่งผลให้ภาพรวมทั้งสัปดาห์มียอดเงินไหลออกสุทธิราว 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขณะที่ยอดไหลออกสุทธิทั้งเดือนตุลาคมพุ่งแตะ 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูลของ SoSoValue) ส่วนฝั่งของกองทุน Ethereum ETF อาการหนักยิ่งกว่า ด้วยยอดเงินไหลออกติดต่อกัน 5 วันทำการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 431.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นักลงทุนสถาบันถอนเงินสุทธิ 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุน ETF บิตคอยน์ในสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2026 แหล่งที่มา: SoSoValue

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลออนเชนชี้ว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครอง Bitcoin ในระบบได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 74,800 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ระยะห่างระหว่างราคาตลาดในปัจจุบันกับจุดคุ้มทุนของนักลงทุนส่วนใหญ่แคบลงอย่างน่ากังวล 

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยของ Bitunix ยังตรวจพบการเปิด Short Position ของ Bitcoin ด้วยเลเวอเรจมูลค่าสูงถึง 201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บนแพลตฟอร์ม Hyperliquid ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม สะท้อนให้เห็นว่าเทรดเดอร์รายใหญ่กำลังวางเดิมพันในฝั่งขาลงเพื่อรับมือกับความผันผวนในช่วงสัปดาห์เลือกตั้ง

ศึกเลือกตั้งกลางเทอม กับอนาคตกฎหมาย CLARITY Act และสถานการณ์ฟื้นตัวของกระดานเทรด Binance

เหตุผลที่การเลือกตั้งกลางเทอมในคืนนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อทิศทางตลาดคริปโทฯ เป็นเพราะผลการลงคะแนนจะตัดสินว่าพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ CLARITY Act ที่มุ่งเน้นการแบ่งแยกขอบเขตอำนาจการกำกับดูแลระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ให้ชัดเจน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน ร่างกฎหมาย CLARITY Act ต้องสะดุดลงในชั้นวุฒิสภาด้วยคะแนนโหวต 49 ต่อ 50 เสียง ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ 60 เสียงที่ต้องใช้ในการเดินหน้าต่อ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งเรื่องการถือครองคริปโทฯ ของเจ้าหน้าที่รัฐ และข้อกำหนดเรื่องผลตอบแทนของเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่กลุ่มธนาคารท้องถิ่นคัดค้าน ทั้งนี้ รายงานจาก Public Citizen Research ระบุว่า อุตสาหกรรมคริปโทฯ ได้ทุ่มงบประมาณสนับสนุนการเลือกตั้งในปี 2026 ไปมากกว่า 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหวังผลักดันนักการเมืองที่สนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่สภา

หากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากไว้ได้ทั้งสองสภา จะช่วยเปิดทางให้การพิจารณาร่างกฎหมาย CLARITY Act ในสมัยประชุมหน้า (เดือนมกราคม 2027) รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการในหน่วยงานกำกับดูแลเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น แต่หากพรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ตลาดอาจต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น ทั้งในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคและกฎเกณฑ์ด้าน DeFi ซึ่งจะทำให้ความชัดเจนทางกฎหมายต้องล่าช้าออกไปอีก 

2 ระดับราคาชี้ชะตา Bitcoin หลังพายุถอนเงิน Binance เริ่มสงบ 

นอกเหนือจากปัจจัยการเมืองแล้ว ตลาดยังได้แรงหนุนกลับมาบางส่วนหลังจากสถานการณ์ของ Binance เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้จะมีลูกค้าแห่ถอนเงินออกสุทธิราว 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหลังเกิดเหตุเจาะระบบ แต่ปัจจุบันยอดการถอนเงินเริ่มทรงตัวแล้ว ขณะที่ทาง Binance ยืนยันว่าได้นำเงินทุนของบริษัทเข้าไปชดเชยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปคืนสู่ระบบแล้วราว 95% 

สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของ Bitcoin ในค่ำคืนเลือกตั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก Bitunix ชี้ว่ามีระดับราคาสำคัญ 2 จุดที่จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางตลาด ด่านแรกคือแนวต้านที่ระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง Bitcoin จำเป็นต้องทะลุและกลับไปยืนเหนือจุดนี้ให้ได้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุน ETF ให้ไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง 

แต่หากผลการเลือกตั้งสร้างความผิดหวังจนราคาหลุดแนวรับ 77,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงไป ตลาดจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับบททดสอบสำคัญที่โซนต้นทุนเฉลี่ยบริเวณ 74,800 ดอลลาร์สหรัฐ ทันที คำถามสำคัญในคืนนี้จึงอยู่ที่ว่า ความชัดเจนทางการเมืองหลังปิดหีบเลือกตั้ง จะมีพลังมากพอที่จะดึงผู้ซื้อให้กลับเข้าสู่ตลาด ในวันที่เงินทุนสถาบันกำลังถอยทัพอยู่หรือไม่ 

ที่มา : beincrypto


มุมมองผู้เขียน : ในระยะสั้น ตลาดมีแนวโน้มที่จะยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบและเผชิญความผันผวนสูง เนื่องจากแรงกดดันจากเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุน ETF ประกอบกับการเปิดสถานะ Short Position อย่างหนาแน่น ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งอาจกลายเป็นตัวเร่งความเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางบวกและลบ ซึ่งหากผลลัพธ์นำไปสู่ความชัดเจนของร่างกฎหมาย CLARITY Act ก็อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่สำคัญให้กับตลาดในระยะกลางต่อไป