สรุปข่าว
- Cory Fields นักพัฒนา Bitcoin Core จาก MIT เสนอแนวคิดสร้างกับดักดิจิทัลที่เรียกว่า Quantum Landmines เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต
- กลไกดังกล่าวบังคับให้ผู้ที่ต้องการโอนเหรียญจากกระเป๋าเงินรุ่นเก่าที่มีความเสี่ยง ต้องนำเหรียญจำนวนเท่ากันมาวางค้ำประกันและถูกล็อกไว้ 30 วัน หากเป็นแฮกเกอร์จะถูกเจ้าของตัวจริงยึดเงินค้ำประกันไปฟรีๆ
- เสนอระบบประมูลตั้งกับดักสำหรับเหรียญที่ไร้ความเคลื่อนไหวอย่างกระเป๋าของ Satoshi Nakamoto แต่ยอมรับว่าแนวคิดนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ถือครองสุจริต
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Cory Fields นักพัฒนาซอฟต์แวร์ Bitcoin Core จากสถาบัน MIT ได้นำเสนอแนวคิดเชิงทดลองในการสร้างกับดักควอนตัม เพื่อแก้ปัญหาข้อถกเถียงเรื่องการปกป้องเหรียญรุ่นเก่าที่เสี่ยงถูกคอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะรหัสในอนาคต แนวคิดนี้กำหนดให้ผู้ที่สั่งโอนเหรียญจากกระเป๋าที่เปราะบางต้องวางเงินค้ำประกันในสัดส่วนเท่ากันและรอเวลาตรวจสอบ 30 วัน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เจ้าของตัวจริงที่แอบฝังหลักฐานยืนยันตัวตนไว้ล่วงหน้า สามารถดึงเหรียญของตัวเองคืนพร้อมยึดเงินค้ำประกันของแฮกเกอร์มาเป็นค่าปรับได้ทันที แม้ระบบนี้จะยังมีข้อจำกัดเรื่องการสร้างภาระต้นทุนให้กับผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการย้ายเหรียญของตนเองก็ตาม
Cory Fields นักพัฒนาซอฟต์แวร์ Bitcoin จากโครงการ Digital Currency Initiative ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้เปิดเผยแนวคิดใหม่ผ่านกลุ่มสนทนาของนักพัฒนาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเสนอวิธีรับมือกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตที่อาจมีพลังประมวลผลสูงพอจะคำนวณหา Private Key ย้อนกลับมาจาก Public Key ได้ โดยเฉพาะกระเป๋าเงิน Bitcoin ยุคแรกเริ่มที่เปิดเผยข้อมูล Public Key ไว้บนระบบ ซึ่งรวมถึงเหรียญจำนวนมหาศาลของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ด้วย
ที่ผ่านมาชุมชน Bitcoin มีข้อถกเถียงกันอย่างหนักว่าควรจะสั่งอายัดเหรียญในกระเป๋ารุ่นเก่าที่เสี่ยงต่อควอนตัมทิ้งไปเลยเพื่อกันแฮกเกอร์ หรือควรปล่อยไว้ตามเดิมซึ่งอาจทำให้เจ้าของตัวจริงที่ยังไม่ได้อัปเกรดกระเป๋าต้องสูญเสียสิทธิ์ไปด้วย เพื่อผ่าทางตันนี้ Fields จึงเสนอแนวคิดที่เรียกว่า “กับดักควอนตัม” ซึ่งเป็นการสร้างบทลงโทษทางการเงินเพื่อบีบให้แฮกเกอร์ต้องเอาเงินของตัวเองมาเสี่ยงก่อนที่จะขโมยเงินของคนอื่น
ภายใต้กลไกที่เขายกตัวอย่าง หากแฮกเกอร์ใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะรหัสเพื่อขโมยเหรียญจำนวน 1 BTC ออกจากกระเป๋าที่มีความเสี่ยง ระบบจะบังคับให้ผู้สั่งโอนต้องนำเหรียญอีก 1 BTC จากกระเป๋าเงินยุคใหม่ที่ปลอดภัยจากควอนตัมมาวางเป็นหลักประกันควบคู่กัน จากนั้นเหรียญทั้งสองก้อนจะถูกล็อกไว้ในระบบเป็นเวลาชั่วคราว เช่น 30 วัน
หากเจ้าของกระเป๋าตัวจริงได้แอบสร้างกับดัก ซึ่งบรรจุหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของที่ปลอดภัยจากควอนตัมเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนที่ยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะมาถึง เจ้าของจะสามารถแสดงหลักฐานดังกล่าวภายในช่วงเวลา 30 วันที่เหรียญถูกล็อกอยู่ เพื่อดึงเหรียญของตนเองกลับคืนมา พร้อมทั้งริบเงินค้ำประกันอีก 1 BTC ของแฮกเกอร์มาเป็นของตัวเองได้ทันที โดยที่แฮกเกอร์จะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่ากระเป๋าใบไหนมีการฝังกับดักซ่อนไว้บ้าง
เปิดประมูลตั้งกับดักปกป้องเหรียญ Satoshi และข้อจำกัดของคนถือเหรียญจริง
อย่างไรก็ดี ระบบกับดักนี้จะใช้งานได้เฉพาะกับเจ้าของที่ยังมีชีวิตอยู่และเก็บรักษา Private Key ไว้อยู่ตัว ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงเหรียญที่คาดว่าสูญหายไปแล้วหรือเหรียญของ Satoshi Nakamoto เพื่ออุดช่องโหว่นี้ Fields จึงได้เสนอระบบการประมูลให้ผู้ใช้งานในเครือข่ายสามารถนำเงินมา Stake เพื่อสร้างกับดักปกป้องกระเป๋าที่ไร้ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าได้
หากวันใดมีแฮกเกอร์ควอนตัมพยายามเจาะเข้ามาขโมยเหรียญในกระเป๋าที่ไร้เจ้าของเหล่านี้ สัญญา Smart Contract ของผู้ที่ชนะการประมูลจะทำงานโดยอัตโนมัติด้วยการสั่งเผาทำลายเหรียญเป้าหมายทิ้งทันที เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือคนร้าย พร้อมทั้งยึดเงินค้ำประกันที่แฮกเกอร์วางไว้โอนไปให้ผู้ชนะการประมูลเป็นรางวัลนำจับแทน
แต่ถึงอย่างนั้นแนวคิดทั้งหมดยังมีจุดอ่อนสำคัญ เพราะระบบบล็อกเชนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคนที่สั่งโอนเหรียญเป็นแฮกเกอร์ควอนตัมหรือเป็นเจ้าของตัวจริง ส่งผลให้ผู้ถือครองสุจริตที่ต้องการย้ายเหรียญ 1 BTC ของตัวเองออกจากกระเป๋ารุ่นเก่า จำเป็นต้องหาเหรียญอีก 1 BTC มาวางค้ำประกันด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักลงทุนยุคแรกที่เก็บความมั่งคั่งทั้งหมดไว้ในกระเป๋าใบเดียว ทั้งนี้ Fields ย้ำว่าแนวคิดนี้ยังเป็นเพียงการทดลองทางความคิดที่ต้องรอให้ Bitcoin มีระบบกระเป๋าเงินป้องกันควอนตัมเสียก่อน และยังไม่ได้มีการเขียนกฎเกณฑ์ทางเทคนิคเพื่อบังคับใช้จริงแต่อย่างใด
ที่มา: CoinDesk
มุมมองผู้เขียน: แนวคิด Quantum Landmines ของ Cory Fields ถือเป็นการพลิกมุมมองด้านความปลอดภัยไซเบอร์ด้วยการใช้ทฤษฎีเกม (Game Theory) เข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างแยบยล เพราะแทนที่จะต้องเลือกว่าจะริบเหรียญของคนที่ไม่ได้อัปเกรดระบบหรือไม่ ก็เปลี่ยนมาเป็นการทำให้อาชญากรรมมีต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะคุ้มเสี่ยงแทน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่บังคับให้เจ้าของตัวจริงต้องมีเงินสดสำรองอีกเท่าตัวเพื่อใช้ปลดล็อกเหรียญของตัวเอง ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ในทางปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนว่าการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานของ Bitcoin เพื่อรับมือยุคควอนตัมยังคงต้องผ่านการถกเถียงและขัดเกลาอีกยาวนานกว่าจะได้ข้อสรุปที่ใช้งานได้จริงโดยไม่เดือดร้อนผู้ใช้งานทั่วไป

