สรุปบทความ
- บัญชีจำนวนมากบน X โพสต์ข้อความเหมือนกันชวนฝาก DAI รับ 36% ต่อปีแบบไม่มีความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งมีลักษณะของการหลอกให้อนุมัติสัญญาดูดเงิน
- อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์จริงของ DAI และ USDS บน Sky Protocol อยู่ราว 3.6% ถึง 3.8% ต่อปี ต่ำกว่าตัวเลขในโพสต์ราว 10 เท่า
- บทเรียน Celsius, Anchor และ Zipmex ZipUp+ ปี 2022 ชี้ว่าความเสี่ยงตัวจริงคือความเสี่ยงจากคู่สัญญา ไม่ใช่ราคา Stablecoin
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
บทความนี้เป็นการเตือนภัยและย้อนบทเรียนในอดีต ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาคริปโต แต่สะท้อนว่าในช่วงตลาดอยู่ในโซนกลัว นักลงทุนย้ายเงินเข้า Stablecoin มากขึ้นและตกเป็นเป้าของมิจฉาชีพได้ง่าย จึงประเมินเป็นกลาง
ดอกเบี้ย 36% ต่อปีบน Stablecoin ไม่มีความเสี่ยงด้านราคา และไม่ต้องล็อกเงิน ถ้าประโยคนี้ฟังดูคุ้นหู แปลว่าคุณอยู่ในวงการคริปโตนานพอจะจำปี 2022 ได้ ช่วง 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา ชุมชนคริปโตบน X เต็มไปด้วยโพสต์หน้าตาเหมือนกันแทบทุกตัวอักษร ทุกโพสต์ขายฝันเดียวกัน คือฝาก DAI แล้วรับผลตอบแทน 36% ต่อปี ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคา ถอนได้ทุกเมื่อ
คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่า 36% จริงไหม แต่คือ ถ้าเงินก้อนนี้ได้ 36% จริง ใครเป็นคนจ่าย และคนที่จ่ายจะเป็นตัวคุณเองหรือเปล่า
โพสต์ 36% บน DAI ที่ถูกก๊อปวางกันทั่ว X
โพสต์ระลอกนี้มีลักษณะของการโปรโมตแบบเป็นระบบ บัญชีจำนวนมากโพสต์ข้อความแทบจะเหมือนกัน ใช้ตัวเลขเดียวกัน ใช้คำขายเดียวกัน ในโลก DeFi รูปแบบนี้มีชื่อเรียกที่ชัดเจน การโปรโมตดอกเบี้ย Stablecoin สูงเกิน 30% แบบไม่ต้องล็อกเงินโดยที่เราไม่ได้ขอ มักเป็นช่องทางหลอกเอาข้อมูล (Phishing) หรือหลอกให้กดอนุมัติสัญญาอัจฉริยะที่ดูดเงินออกจากกระเป๋า (Wallet Drainer)
วิธีการคือหลอกให้คุณเชื่อมกระเป๋าแบบดูแลเองอย่าง MetaMask หรือ Rabby เข้ากับเว็บของมิจฉาชีพ แล้วกดเซ็นอนุญาตให้สัญญาใช้โทเคนได้ไม่จำกัด (คำสั่ง approve หรือ permit) พอเซ็นเสร็จ เงินทั้งกระเป๋าก็พร้อมถูกโอนออกไปได้ทันที ไม่มีปุ่มกดยกเลิก ไม่มีใครให้โทรไปร้องเรียน
จังหวะเวลาก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ดัชนี Fear & Greed อยู่ในโซนกลัวที่ราว 34 และตลาดเพิ่งเห็นสาย Long โดนล้างพอร์ตไปราว $1.25 พันล้าน นี่คือช่วงที่นักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะรายย่อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ย้ายเงินออกจากเหรียญที่ราคาผันผวนไปพักไว้ใน USDT, USDC หรือ DAI แล้วเริ่มมองหาว่าจะเอาเงินที่พักไว้ไปทำดอกเบี้ยที่ไหนดี ความกลัวราคาตกคือเหยื่อล่อที่ดีที่สุดสำหรับคำว่า “ไม่มีความเสี่ยงด้านราคา”
เราเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วเมื่อปี 2022

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน Celsius Network ขายฝันกับรายย่อยทั่วโลกด้วยสโลแกน “Unbank Yourself” หรือ “เลิกพึ่งธนาคาร” อ้างว่าปลอดภัยกว่าธนาคาร และโฆษณาผลตอบแทนสูงถึงราว 17% ถึง 18% ต่อปี จากนั้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2022 Celsius ระงับการถอน การแลก และการโอนทั้งหมด โดยอ้างว่าตลาดอยู่ในภาวะรุนแรง หนึ่งเดือนต่อมา วันที่ 13 กรกฎาคม 2022 บริษัทยื่นล้มละลายตาม Chapter 11 ที่นิวยอร์ก งบดุลติดลบราว $1.2 พันล้าน และมีทรัพย์สินลูกค้าติดค้างอยู่ราว $4.7 พันล้าน
บทสรุปของคนขายฝันคนนั้นเพิ่งปิดฉากไปไม่นาน Alex Mashinsky ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีต CEO รับสารภาพข้อหาฉ้อโกงเมื่อเดือนธันวาคม 2024 และเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2025 ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 12 ปี พร้อมสั่งริบทรัพย์ $48.4 ล้าน
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Anchor Protocol บนบล็อกเชน Terra ของ Do Kwon ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ราว 19.5% ต่อปีบน UST ซึ่งเป็น Stablecoin แบบอัลกอริทึม คำว่า “Stable” ทำให้คนรู้สึกว่าปลอดภัย จนกระทั่งช่วง 7 ถึง 12 พฤษภาคม 2022 UST หลุดหมุด 1 ดอลลาร์ ลาก LUNA ดิ่งลงเป็นเกลียว มูลค่าตลาดกว่า $4 หมื่นล้านหายไปในไม่กี่วัน
และสำหรับคนไทย ชื่อที่เจ็บที่สุดคือ Zipmex เว็บกระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาตในไทย ซึ่งเปิดโปรแกรม ZipUp และต่อมาเป็น ZipUp+ ให้ผลตอบแทนสูงสุดราว 10% ถึง 14% ต่อปีบน BTC, ETH, USDT และ USDC ฟังดูไม่หวือหวาเท่า 36% เลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2022 Zipmex ระงับการถอนเงินของลูกค้าทั้งหมด
ราคาไม่เคยเป็นความเสี่ยงตัวจริง
นี่คือจุดที่หลายคนมองข้าม เงินที่ติดอยู่ใน Celsius หรือ Zipmex ไม่ได้หายไปเพราะราคา USDC หลุดหมุด USDC ยังเป็น 1 ดอลลาร์เท่าเดิมตลอดช่วงวิกฤต สิ่งที่หายไปคือ “สิทธิ์เอาเงินคืน”
กรณี Zipmex อธิบายได้ชัดที่สุด เงินฝากในโปรแกรม ZipUp+ ถูกโยกจากบัญชีฝั่งไทยไปอยู่กับ Zipmex Asia Pte. Ltd. ที่สิงคโปร์ แล้วถูกนำไปปล่อยกู้ให้ผู้กู้รายใหญ่ โดยที่ลูกค้ารายย่อยจำนวนมากไม่รู้เลยว่าเงินของตัวเองกำลังถูกปล่อยกู้ให้ใคร Zipmex เปิดเผยภายหลังว่ามีเงินติดอยู่กับคู่สัญญารวม $53 ล้าน แบ่งเป็นเงินที่ Babel Finance ค้างอยู่ $48 ล้าน และ Celsius ค้างอยู่ $5 ล้าน
ต้องย้ำตรงนี้ว่า Zipmex ไม่ได้ถูกแฮก ระบบไม่ได้ถูกเจาะ ปัญหาคือคู่สัญญาที่ยืมเงินลูกค้าไปล้มเอง หลังจากนั้นวันที่ 22 กรกฎาคม 2022 Zipmex ยื่นขอพักชำระหนี้ตามกฎหมายล้มละลายของสิงคโปร์ ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2024 สำนักงาน ก.ล.ต. ยื่นกล่าวโทษอดีต CEO ของ Zipmex Thailand ต่อกองบังคับการปราบปราม ในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริต การให้ข้อมูลเท็จ และการโอนทรัพย์สินลูกค้าไปกระเป๋าต่างประเทศก่อนแจ้งผู้ใช้ และสุดท้ายใบอนุญาตเว็บกระดานเทรดและนายหน้าของ Zipmex ถูกเพิกถอนมีผลตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2024
ความเสี่ยงชื่อนี้เรียกว่าความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) คือความเสี่ยงที่คนยืมเงินคุณไป หรือคนที่ดูแลเงินให้คุณ เบี้ยวหรือล้มละลาย คำว่า “ไม่มีความเสี่ยงด้านราคา” จึงเป็นการพูดความจริงครึ่งเดียวที่อันตรายที่สุด เพราะมันดึงสายตาคุณไปที่ความเสี่ยงที่ไม่ใช่ประเด็น แล้วซ่อนความเสี่ยงตัวจริงไว้ข้างหลัง ไม่มีโปรดักต์ไหนในปี 2022 อธิบายเรื่องนี้ให้ลูกค้าเข้าใจก่อนฝากเงินเลย
แม้แต่ Stablecoin ที่ถืออยู่ในกระเป๋าตัวเองก็ไม่ได้ปลอดความเสี่ยงจากคู่สัญญา 100% เพราะ USDT และ USDC มีฟังก์ชันขึ้นบัญชีดำในสัญญาอัจฉริยะ ผู้ออกเหรียญสามารถอายัดกระเป๋าได้เมื่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายร้องขอ นี่คือความจริงที่ควรรู้ ไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่เพื่อให้เข้าใจว่าความเสี่ยงมีหลายชั้นเสมอ
ถ้าไม่รู้ว่าดอกเบี้ยมาจากไหน คุณนั่นแหละคือดอกเบี้ย

ลองเทียบกับตัวเลขอ้างอิงที่ตรวจสอบได้บนเชน DAI มีอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน MakerDAO รีแบรนด์เป็น Sky Protocol ตั้งแต่ช่วงสิงหาคมถึงกันยายน 2024 โดยมี USDS เป็น Stablecoin ตัวใหม่ที่แลกกับ DAI ได้ 1 ต่อ 1 อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของ Sky (Sky Savings Rate) ตอนนี้อยู่ราว 3.6% ถึง 3.8% ต่อปี
ผลตอบแทนนี้ไม่ได้มาจากอากาศ มันมาจากรายได้ส่วนเกินของโปรโตคอล ทั้งค่าธรรมเนียมจากการปล่อยกู้คริปโตที่มีหลักประกันเกินมูลค่า และผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น อัตรานี้ถูกกำหนดผ่านการโหวตบนเชน ไม่ใช่ตัวเลขโปรโมชันที่ใครนึกอยากตั้งก็ตั้ง
คราวนี้มาดูตัวเลขในโพสต์ 36% ซึ่งสูงกว่าอัตราจริงของ DAI ประมาณ 10 เท่า พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณมีเงิน 100,000 บาทในรูป DAI อัตราจริงบนเชนจะให้ราว 3,700 บาทต่อปี แต่โพสต์พวกนี้สัญญาว่าจะให้ 36,000 บาท ส่วนต่างกว่า 32,000 บาทนั้นต้องมีคนจ่าย และไม่มีโปรโตคอลไหนในโลกที่สร้างผลตอบแทนแบบนี้บน Stablecoin ได้โดยไม่รับความเสี่ยงอะไรเลย
เมื่อแพลตฟอร์มไหนเสนอผลตอบแทนสูงกว่าอัตราปลอดความเสี่ยงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ราว 4% ถึง 5% และสูงกว่าอัตราอ้างอิงบนเชนที่ราว 3% ถึง 4% อย่างมาก โดยไม่มีโมเดลรายได้ที่โปร่งใส มีความเป็นไปได้ไม่กี่ทาง ทางแรกคือแพลตฟอร์มเอาเงินคุณไปเดิมพันทิศทางตลาดโดยไม่ป้องกันความเสี่ยง ทางที่สองคือเอาเงินของคนฝากรายใหม่มาจ่ายคนฝากรายเก่า และทางที่สามซึ่งน่าจะตรงกับโพสต์ระลอกนี้ที่สุด คือไม่มีดอกเบี้ยตั้งแต่แรก มีแต่สัญญาดูดเงินรอคุณกดอนุมัติ
หลังวิกฤตปี 2022 มีประโยคหนึ่งที่วนอยู่ในวงการ “ถ้าคุณไม่รู้ว่าผลตอบแทนมาจากไหน คุณนั่นแหละคือผลตอบแทน” คุณไม่ได้เป็นคนรับดอกเบี้ย คุณคือแหล่งเงินที่ถูกนำไปจ่ายให้คนอื่น หรือถูกดูดไปทั้งก้อน
ข้อสอบ 3 ข้อจากโดมิโนปี 2022
ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมคำถามสามข้อนี้สำคัญ ต้องดูว่าโดมิโนล้มกันอย่างไร Terra พังในเดือนพฤษภาคม ต่อด้วยกองทุน Three Arrows Capital (3AC) ของ Su Zhu และ Kyle Davies ที่ขาดทุนหนักจาก Terra จนเติมหลักประกันไม่ไหว ศาลหมู่เกาะบริติชเวอร์จินสั่งชำระบัญชีเมื่อ 27 มิถุนายน 2022 ระหว่างนั้น Babel Finance ในฮ่องกงระงับการถอนตั้งแต่ 17 มิถุนายน ส่วน Voyager Digital ซึ่ง 3AC ค้างหนี้กว่า $650 ล้าน ระงับการถอนวันที่ 1 กรกฎาคม และยื่นล้มละลายวันที่ 5 กรกฎาคม จากนั้นไม่ถึงสามสัปดาห์ Zipmex ซึ่งปล่อยเงินลูกค้าให้ Babel และ Celsius ก็ถูกลากล้มตามไปด้วย
เงินของคนไทยที่กด ZipUp+ ผ่านแอปในมือถือ เดินทางผ่านหลายทอดจนไปติดอยู่ในหลุมเดียวกับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ BVI โดยที่เจ้าของเงินไม่เคยรู้เลย จากบทเรียนนี้ ก่อนเอาเงินไปฝากที่ไหน ให้ถามสามข้อนี้ทุกครั้ง
- ข้อ 1 ใครเป็นคนยืมเงินของฉัน เงินถูกปล่อยกู้แบบไม่มีหลักประกันให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์หรือโต๊ะเทรดต่างประเทศ หรือถูกปล่อยผ่านสัญญาอัจฉริยะที่บังคับให้ผู้กู้วางหลักประกันเกินมูลค่าและล้างพอร์ตอัตโนมัติ ถ้าตอบไม่ได้ว่าใครยืม แปลว่าคุณกำลังรับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
- ข้อ 2 ผลตอบแทนมาจากไหน มาจากค่าธรรมเนียมการกู้ยืมจริง หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในโลกจริง หรือมาจากการแจกโทเคนของแพลตฟอร์มเองและเงินต้นของคนฝากรายใหม่ ถ้าเป็นแบบหลัง ผลตอบแทนจะอยู่ได้ตราบที่ยังมีเงินใหม่ไหลเข้า
- ข้อ 3 วันนี้ฉันถอนได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตใครหรือไม่ โปรดักต์เป็นแบบที่คุณควบคุมเงินเองบนเชน หรือมีผู้บริหารกลุ่มหนึ่งที่สามารถกดปิดปุ่มถอนได้ข้ามคืน Celsius และ Zipmex พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปุ่มนั้นถูกกดได้จริง
ลองเอาโพสต์ 36% บน DAI มาเข้าข้อสอบนี้ดู ไม่มีโพสต์ไหนบอกว่าใครยืมเงิน ไม่มีโพสต์ไหนอธิบายว่า 36% มาจากไหน และสิ่งเดียวที่มันขอคือให้คุณเซ็นอนุญาตให้สัญญาที่ไม่มีใครรู้จักแตะเงินในกระเป๋าได้ สอบตกตั้งแต่ข้อแรก
อีกเรื่องที่คนไทยควรรู้ หลังวิกฤต Zipmex สำนักงาน ก.ล.ต. ออกเกณฑ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2023 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้บริการรับฝากที่จ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ฝากหรือผู้ให้กู้ ซึ่งครอบคลุมโปรแกรม Lending, Earn และ Staking ที่ใช้เงินลูกค้า เป้าหมายคือไม่ให้เว็บกระดานเทรดทำตัวเป็นธนาคารเงาที่ไม่มีใครกำกับ แปลว่าถ้าวันนี้มีใครมาชวนคนไทยฝากคริปโตรับดอกเบี้ยสูงผ่าน X หรือ Telegram เกือบทั้งหมดคือบริการนอกระบบที่ไม่มีใครคุ้มครองคุณเลย
แม้แต่โปรดักต์ดอกเบี้ยสูงก็ต้องตอบคำถามเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ บรรยากาศในวงการเปลี่ยนไปจากปี 2022 มาก ตอนนี้แม้แต่แพลตฟอร์มที่ทำแคมเปญผลตอบแทนตัวเลขสองหลักก็ต้องเริ่มจากการตอบคำถามว่าผลตอบแทนมาจากไหน ตัวอย่างเช่น Grvt เว็บกระดานเทรดแบบไฮบริด ที่ทำแคมเปญห้องนิรภัย Earn และ High Yield Earn ตั้งเป้าผลตอบแทนสูงสุดราว 11% ต่อปี ประเด็นที่ถูกพูดถึงในแคมเปญคือคำถาม “ผลตอบแทนมาจากไหนกันแน่” และ Grvt เปิดเผยโมเดลการจัดสรรเงินที่ผสมทั้งการให้สินเชื่อแก่ใบแจ้งหนี้ของบริษัท ลูกหนี้การค้าที่แปลงเป็นโทเคน สินเชื่อคริปโต และพูลสภาพคล่องที่ไม่เดิมพันทิศทางตลาด
บทความนี้ไม่ได้รับรองว่าโปรดักต์ไหนปลอดภัย และการเปิดเผยโมเดลก็ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหายไป สินเชื่อใบแจ้งหนี้ก็มีลูกหนี้ที่อาจเบี้ยวได้ สินเชื่อคริปโตก็มีคู่สัญญา แต่ประเด็นคือ การที่แพลตฟอร์มต้องหยิบคำถามนี้ขึ้นมาตอบเอง พิสูจน์ว่าคำถาม “ผลตอบแทนมาจากไหน” สำคัญกว่าตัวเลข APY มาก ถ้าโปรดักต์ที่ให้ 11% ยังต้องอธิบายยาวเป็นหน้า ๆ ว่าเงินไปทำอะไร แล้วโพสต์ที่ให้ 36% แต่อธิบายไม่ได้แม้แต่บรรทัดเดียว ควรได้ความเชื่อใจจากเราสักแค่ไหน
ฝั่งผู้ให้กู้ในเอเชียบางรายอย่าง Lendary ก็เริ่มนำระบบประเมินความเสี่ยงด้วย AI มาใช้ เช่น การคาดการณ์สุขภาพหลักประกันและเฝ้าดูความผันผวน เพื่อเข้าไปแจ้งเติมหลักประกันก่อนที่จะต้องล้างพอร์ต ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมที่โตขึ้นกำลังแข่งกันที่ความโปร่งใสและการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่แข่งกันที่ตัวเลขดอกเบี้ยบนแบนเนอร์
ความเห็นผู้เขียน
ผมจำได้ดีว่าช่วงกลางปี 2022 กลุ่มคริปโตไทยแทบทุกกลุ่มเงียบลงพร้อมกัน คนที่เคยแชร์ภาพดอกเบี้ยรายวันจาก ZipUp+ อย่างภูมิใจ กลายเป็นคนที่ตามข่าวคดีแบบไม่รู้ว่าจะได้เงินคืนเมื่อไหร่ สิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่ตัวเลขที่หายไป แต่คือความรู้สึกว่า เราไม่เคยรู้เลยว่าเงินเราไปอยู่ที่ไหน
ส่วนตัวผมมองว่าคำโฆษณาแบบ “ไม่มีความเสี่ยงด้านราคา” คือเทคนิคเบี่ยงความสนใจที่ได้ผลที่สุดในวงการนี้ มันจับความกลัวของคนในตลาดขาลงได้ตรงจุด คนที่เพิ่งเห็นพอร์ตแดงอยากได้ยินคำว่าปลอดภัย และพอได้ยิน ก็ลืมถามต่อว่าปลอดภัยจากอะไร ทั้งที่ประวัติศาสตร์เพิ่งสอนเราไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนว่า ความเสี่ยงที่ฆ่าพอร์ตคนจำนวนมากคือคู่สัญญาที่มองไม่เห็น
โพสต์ 36% รอบนี้อาจเลวร้ายกว่า Celsius ด้วยซ้ำ เพราะ Celsius อย่างน้อยก็เป็นบริษัทที่มีตัวตน มีศาล มีกระบวนการล้มละลาย มีผู้บริหารที่สุดท้ายต้องติดคุก แต่สัญญาดูดเงินที่ถูกโปรโมตผ่านบัญชีบอท ไม่มีใครให้ฟ้อง ไม่มีกระบวนการคืนเงิน เงินหายแล้วหายเลย
คำแนะนำของผมเรียบง่ายมาก จำตัวเลข 3.6% ถึง 3.8% ไว้ นี่คืออัตราที่ DAI และ USDS จ่ายได้จริงบนเชน ณ ตอนนี้ อะไรที่สูงกว่านี้มาก ๆ ต้องมีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ถ้าไม่มี ก็ปิดโพสต์แล้วเดินออกมา และอย่ากดเซ็นอนุมัติอะไรในกระเป๋าตัวเองกับเว็บที่มาจากลิงก์ในโพสต์ที่ไม่รู้จัก ถ้าเผลอไปแล้ว ให้รีบตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิ์ที่อนุมัติไว้ทันที
ก่อนจะฝากเงินที่ไหน ถามสามข้อนั้นอีกครั้ง ใครยืมเงินผม ผลตอบแทนมาจากไหน และวันนี้ผมถอนได้เลยไหม ถ้าคำตอบข้อไหนคลุมเครือ ผมคิดว่าคุณรู้คำตอบที่แท้จริงอยู่แล้วว่า ในดีลนี้ ใครเป็นคนได้ดอกเบี้ย และใครคือดอกเบี้ย
ภาพจาก AI
