การประกาศใช้กำแพงภาษีใหม่โดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ส่อแววจะสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่ออุตสาหกรรมเหมือง Bitcoin ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก จากรายงานของ Kristian Csepcsar ผู้บริหารจาก Braiins ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีเหมืองคริปโตชื่อดัง
แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตเครื่องขุด Bitcoin อย่าง Auradine แต่ Csepcsar ชี้ว่า “สหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจรได้ทั้งหมด” โดยเฉพาะวัตถุดิบที่สำคัญยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งการเก็บภาษีใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและการจัดจำหน่ายโดยตรง
เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา Trump ได้ประกาศใช้นโยบายภาษี 10% สำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเทศ พร้อมเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal) กับคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุปกรณ์เหมืองคริปโต
โดย Hashprice เป็นตัวชี้วัดสำคัญของรายได้เทรดเดอร์เหมือง ว่าหนึ่งเทระแฮชทำเงินได้กี่ดอลลาร์ต่อวัน ซึ่ง Csepcsar ชี้ว่าขณะนี้ hashprice ร่วงลงทำจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ราว 50 ดอลลาร์ในปี 2024 และยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 53 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Trump ยังเพิ่มภาษีนำเข้าเครื่องขุดจากจีนถึง 34% จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 20% ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง Bitmain ต้องรับผลกระทบอย่างหนัก ขณะเดียวกันประเทศผู้ผลิตชิปรุ่นล่าสุดอย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ก็โดนเก็บภาษีเพิ่มอีก 32% และ 25% ตามลำดับ
“อุตสาหกรรมชิปชั้นสูงในอเมริกาจะต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะตามทัน ดังนั้นผู้ผลิตสหรัฐฯ เองก็เสียเปรียบในระยะสั้น” เขากล่าวเสริม พร้อมเตือนว่า ประเทศในกลุ่ม Commonwealth of Independent States อย่างรัสเซียและคาซัคสถาน กำลังเร่งขยายเหมือง และอาจแซงหน้าสหรัฐฯ ด้าน hashrate หากสงครามการค้ายังดำเนินต่อไป
ในขณะที่ Trump เคยเปลี่ยนจุดยืนเกี่ยวกับคริปโตหลายครั้ง การผลักดันสหรัฐฯ ให้เป็นผู้นำด้านเหมือง Bitcoin อาจยิ่งเป็นเรื่องยาก หากนโยบายทางเศรษฐกิจยังขัดแย้งกับเป้าหมายนั้นเองในระยะยาว
ที่มา: Cointelegraph
