Visa ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงิน กำลังยกระดับเครือข่าย Visa Direct ให้ล้ำสมัยขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจับมือกับ BVNK เพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานของ Stablecoin มาเชื่อมต่อเข้ากับระบบการโอนเงินแบบดั้งเดิม
การเพิ่ม “รางใหม่” นี้ จะช่วยให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถส่งเงินข้ามพรมแดนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์ทันที แม้จะเป็นช่วงนอกเวลาทำการของธนาคารหรือวันหยุดก็ตาม
โดยปกติแล้ว Visa Direct เป็นเครือข่ายการโอนเงินที่ทรงพลัง โดยมีมูลค่าการโอนสูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อใช้ในภารกิจสำคัญอย่างการจ่ายเงินเดือนให้ฟรีแลนซ์หรือพนักงานขับรถรับจ้างทั่วโลก
การนำ Stablecoin เข้ามาเสริมทัพในครั้งนี้ จึงเป็นการทลายขีดจำกัดด้านเวลา และค่าธรรมเนียมธนาคารแบบเดิม ๆ ทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินลื่นไหลได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบใหม่ของ Visa กำลังจะเปลี่ยนโฉมการเงินธุรกิจให้คล่องตัวขึ้นอย่างมหาศาล โดยบริษัทต่างๆ สามารถ เติมเงินล่วงหน้าในรูปแบบ Stablecoin เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจ่ายเงินได้ทันที
ซึ่งความพิเศษของระบบนี้คือ สามารถส่งตรงเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้รับ ได้แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด และไม่ต้องรอการอนุมัติจากธนาคารแบบเดิมๆ อีกต่อไป
Mark Nelsen หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Visa ได้เน้นย้ำว่า Stablecoin คือ โอกาสสำคัญที่จะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัด หรือ “แรงเสียดทาน” ในการโอนเงินทั่วโลก ทำให้เม็ดเงินเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
ซึ่งความร้อนแรงของ BVNK บริษัทฟินเทคดาวรุ่งจากอังกฤษ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประมวลผลธุรกรรมด้วย Stablecoin ที่มียอดการโอนสูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Visa ตัดสินใจเข้าลงทุนผ่านกองทุน VC ของตัวเอง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 และตามมาด้วย Citigroup ในอีก 5 เดือนถัดมา
การที่สถาบันการเงินระดับโลกพร้อมใจกันลงขันในบริษัทนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้มอง Stablecoin เป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรในโลกคริปโตอีกต่อไป แต่กำลังมองมันเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” หลักที่จะเข้ามาปฏิวัติการโอนเงินทั่วโลกให้รวดเร็ว และทรงพลังยิ่งขึ้น
สำหรับแผนการเปิดใช้งานนั้น Visa ระบุว่า จะเริ่มคัดเลือกจาก “ตลาดที่มีความต้องการใช้เงินดิจิทัลสูง” เป็นอันดับแรก โดยเน้นไปที่กลุ่มประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคริปโตแข็งแกร่ง หรือกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวในการโอนเงินข้ามพรมแดนแบบเร่งด่วนก่อน หลังจากนั้นจึงจะค่อย ๆ ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลก ตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละประเทศ
ซึ่งกลยุทธ์นี้ จะช่วยให้ Visa สามารถทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้งานมีความพร้อมสูงสุด ก่อนที่จะผลักดันให้การใช้ Stablecoin กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการจ่ายเงินในระดับสากลต่อไป
ที่มา : coindesk
