ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ตลาดคริปโทฯสามารถก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ แต่รายงานล่าสุดจากสวิตเซอร์แลนด์กลับบ่งชี้ว่า นักลงทุนรายย่อยกำลังสูญเสียตลาดให้กับกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่
ภายในงานประชุมสินทรัพย์ดิจทัลระดับหัวกะทิ CfC St.Moritz เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันได้เข้ามายังตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเหมือนที่ใครเคยวาดฝันเอาไว้ แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดต้องการเสมอไป
ในปี 2026 JPMorgan และ UBS ต่างให้บริการสกุลเงินดิจิทัลแก่ลูกค้า เช่นเดียวกับ BNY ที่ออกโทเคนเงินฝาก เหมือนกับ NYSE ที่มีการออกโทเคนหลักทรัพย์ หรือ LSEG ที่เปิดช่องทางชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบรรดาผู้นำตลาด TradFi แบบดั้งเดิมที่เคยตีตราสินทรัพย์ดิจิทัลว่า “อันตราย” และ “โตไม่พอ” ได้เริ่มเข้ามาในตลาดจากที่เคยตีตัวออกห่าง ถึงแม้ตอนนี้จะยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าอยู่ในระดับใช้งานแพร่หลายในหมู่สถาบัน แต่ผลกระทบได้เริ่มสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับโครงสร้างตลาดคริปโทฯ
ตามรายงานการเปิดเผยของสหรัฐฯ ปัจจุบันมีนักลงทุนที่ได้รับการกำกับดูแลกว่า 2,000 ราย/แห่งลงทุนในกองทุน ETFs ของสินทรัพย์ดิจิทัล ดันสินทรัพย์ภายใต้การจัดการโตทะลุ $1.4 แสนล้าน ภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี ซึ่งธนาคารแห่งฝรั่งเศสระบุว่า ETF เป็นกุญแจสำคัญในการดึงนักลงทุนจากวอลล์สตรีทให้เข้ามายังตลาด
ผลสำรวจยังระบุอีกว่า กว่า 46% ของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม กำลังกินสัดส่วนในตลาดคริปโทฯที่เดิมทีเป็นของนักลงทุนรายย่อยที่ร่วมตัวกัน ซึ่งภายในระยะเวลา 1 ปีนับจาก 2025 ตัวเลขดังกล่าวได้พุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 15%
David Ripley ซีอีโอของ Kraken มองข้ามช็อตไปแล้วว่า บริษัทคริปโทฯกำลังวิวัฒนาการตัวเองไปสู่การเป็นสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอย่างเต็มตัว โดยเขาไม่ได้มองแค่คู่แข่งในวงการเดียวกันอีกต่อไป แต่มองว่ายักษ์ใหญ่อย่างตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ต่างหากที่จะกลายมาเป็นคู่ปรับคนสำคัญในอนาคต
สอดคล้องกับมุมมองของ Richard Teng หัวเรือใหญ่แห่ง Binance ที่เปรยว่า เราอาจได้เห็นภาพของกลุ่มทุนใหญ่จากตลาดหลักทรัพย์กระโดดเข้ามาเทคโอเวอร์ หรือเข้าซื้อกิจการบริษัทคริปโทฯมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ CfC St. Moritz แสดงให้เห็นว่าคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมได้ลดลงจาก 73% เหลือ 68% แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในอุตสาหกรรมจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่สัดส่วนของคนกลุ่มที่คาดว่ารายได้จะทรงตัวหรือลดลงนั้นกลับเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ มุมมองด้านการระดมทุน ความหวังที่จะเห็นบริษัทคริปโทฯดาหน้ากันเข้า IPO หรือรับเงินอัดฉีดจาก VC เริ่มแผ่วลงถึง 27% แต่สิ่งที่พุ่งสวนขึ้นมาแรงกว่าถึงสองเท่าคือ กระแสการควบรวมกิจการและการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว บีบให้ปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็กเพื่อความอยู่รอด
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่คนในวงการยอมรับตรงกันคือ ความพร้อมของระบบ โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 38% ยอมรับตามตรงว่าสภาพคล่อง ในปัจจุบันยังไม่ดีพอที่จะรองรับมาตรฐานอันเข้มงวดของนักลงทุนสถาบันได้
ทำให้เป้าหมายหลักในอีก 12 เดือนข้างหน้าของบริษัทคริปโทฯส่วนใหญ่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องการทำกำไร แต่เป็นการเร่งยกเครื่อง “โครงสร้างพื้นฐาน” และการวางระบบให้ “สอดคล้องกับกฎระเบียบ” เพื่อเตรียมบ้านให้พร้อมรับแขกรายใหญ่ที่จะตบเท้าเข้ามาในอนาคต
ที่มา : Coinpost

