สรุปข่าว
- State Street คาดดอลลาร์อาจร่วง 10% ภายในปีนี้ หาก Fed ลดดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งที่ตลาดคาด (อาจถึง 3 ครั้ง)
- Kevin Warsh ตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ อาจใช้นโยบายผ่อนคลายสุดขั้ว กดดันให้ดอกเบี้ยลดจากระดับ 3.50%-3.75% ลงอย่างรวดเร็ว
- ตลาดคาด Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยรอบแรกในเดือนมิถุนายน 2026 ตามข้อมูล CME FedWatch
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
ในทางทฤษฎี ดอลลาร์ที่อ่อนค่าควรเป็นข่าวดีสำหรับ Bitcoin และคริปโต เพราะเมื่อดอลลาร์อ่อน สภาพคล่องในระบบการเงินโลกจะเพิ่มขึ้น ทำให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมากขึ้น ตามสถิติในอดีต Bitcoin มักมีความสัมพันธ์ผกผันกับดัชนี DXY อยู่ที่ -0.4 ถึง -0.8 คือเมื่อดอลลาร์อ่อน Bitcoin มักจะแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่กฎตายตัว โดยเฉพาะในปี 2026 ที่ Bitcoin เริ่มมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ DXY มากขึ้นตามรายงานของ JPMorgan แสดงว่า Bitcoin กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไวต่อสภาพคล่องมากกว่าจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง หากเกิดความกังวลอื่นแทรกซ้อน เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์หรือการเทขายทำกำไร Bitcoin ก็อาจร่วงไปพร้อมกับดอลลาร์ได้เช่นกัน
State Street ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์ระดับโลก ออกมาเตือนนักลงทุนให้เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ดอลลาร์สหรัฐฯ อาจร่วงลงอย่างหนักถึง 10% ภายในปีนี้ โดย Lee Ferridge นักกลยุทธ์อาวุโสของบริษัทกล่าวในงาน TradeTech FX Conference ที่ไมอามีเมื่อวันที่ 10/2/2026 ว่า สถานการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะเมื่อ Kevin Warsh ซึ่งถูกเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี Donald Trump ให้เป็นประธาน Fed คนใหม่แทน Jerome Powell ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026 อาจเข้ามาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว
การลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง เป็นไปได้มากกว่าที่คิด
ขณะนี้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยรอบแรกในเดือนมิถุนายน 2026 และมีการลดอย่างน้อย 2 ครั้งภายในสิ้นปี โดยแต่ละครั้งจะลดทีละ 0.25% แต่ Ferridge เชื่อว่ามีโอกาสที่ Fed จะลดถึง 3 ครั้งในปีนี้
ทั้งนี้มาจากความคาดหวังว่า Warsh ซึ่งจะสืบทอดตำแหน่งจาก Powell จะเผชิญกับแรงกดดันจาก Trump ให้ลดต้นทุนการกู้ยืม Ferridge กล่าวว่า “การลด 3 ครั้งเป็นไปได้ การลด 2 ครั้งเป็นสถานการณ์พื้นฐานที่สมเหตุสมผล แต่เราต้องยอมรับว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่นโยบายของ Fed มีความไม่แน่นอนมากขึ้น”
อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.50%-3.75% หลังจาก Fed ลดดอกเบี้ยมาแล้วรวม 75 จุดพื้นฐานตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ถ้าการลดดอกเบี้ยแรงกว่าที่คาดเกิดขึ้นจริง อัตราดอกเบี้ยอาจลงมาอยู่ในช่วง 2.50%-3.00% ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2026
นักเศรษฐศาสตร์บางคนอย่าง Robin Brooks จาก Brookings Institution ซึ่งเคยทำนายวิกฤตการคลังของญี่ปุ่นได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์ว่า Warsh อาจลดดอกเบี้ยรวมถึง 100 จุดพื้นฐานในการประชุม Fed 4 ครั้งระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2026 โดยเชื่อว่า Warsh จะสร้างเรื่องเล่าแบบ “ผลิตภาพสูง เงินเฟ้อต่ำ” เพื่อสนับสนุนการลดดอกเบี้ย
กลไกที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า
Ferridge อธิบายว่า การลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงจะทำให้นักลงทุนต่างชาติมีต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินจากการลงทุนในสหรัฐฯ ถูกลง เมื่อนักลงทุนเหล่านี้เพิ่มกิจกรรมป้องกันความเสี่ยง พวกเขาจะต้องขายดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง
ข้อมูลจาก State Street แสดงให้เห็นว่า อัตราการป้องกันความเสี่ยงในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 58% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 78% ก่อนที่ Fed จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางการค้าและแนวโน้มการคลังของสหรัฐฯ ก็ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแล้ว รวมถึงแรงกดดันจาก Trump ที่มีต่อ Fed ก็เป็นปัจจัยเสริมอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น Ferridge คาดว่าดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น 2%-3% เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่เขาเชื่อว่าการขายดอลลาร์ “แค่รอคอยให้ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธาน Fed และเริ่มลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นแคบลง”
Bitcoin กับดอลลาร์ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน
โดยทั่วไปแล้ว Bitcoin มักมีความสัมพันธ์ผกผันกับดัชนีดอลลาร์ (DXY) ซึ่งวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักทั้ง 6 สกุล ตามสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Bitcoin และ DXY มีความสัมพันธ์เชิงลบอยู่ที่ประมาณ -0.4 ถึง -0.8 หมายความว่าเมื่อดอลลาร์อ่อนค่า Bitcoin มักจะแข็งแกร่งขึ้น
เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า สภาพคล่องทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น การกู้ยืมเป็นดอลลาร์ถูกลง และเงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูงอย่าง Bitcoin ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในปี 2020-2021 เมื่อ Fed ลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่อง DXY ร่วงจาก 102 ลงมาที่ 89 ในขณะที่ Bitcoin พุ่งขึ้นอย่างมาก
ในทางตรงกันข้าม เมื่อปี 2022 ที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง DXY พุ่งสูงทะลุ 114 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และตลาดคริปโตก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไป ข้อมูลล่าสุดจาก JPMorgan ระบุว่า ความสัมพันธ์ของ Bitcoin กับ DXY ได้เปลี่ยนเป็นเชิงบวกในปี 2026 แสดงให้เห็นว่า Bitcoin กำลังทำตัวเหมือนสินทรัพย์เสี่ยงที่ไวต่อสภาพคล่องมากกว่าจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงแบบดั้งเดิม
การวิเคราะห์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ผลการดำเนินงานระยะสั้นของ Bitcoin ไม่ได้สอดคล้องกับความอ่อนแอของดอลลาร์อย่างสม่ำเสมอ และในบางช่วง ราคากลับร่วงลงไปพร้อมกับดอลลาร์ด้วยซ้ำ ปัจจัยอย่างการเทขายทำกำไร การวางพอร์ตของนักลงทุน ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงโดยรวม และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ล้วนสามารถลดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินได้
ในความเห็นของผู้เขียน การคาดการณ์ของ State Street เป็นสัญญาณที่ Bitcoin และตลาดคริปโตควรจับตามองอย่างใกล้ชิด หากดอลลาร์อ่อนค่าจริง 10% และ Fed ลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะภายใต้การนำของ Warsh สภาพคล่องทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งควรเป็นข่าวดีสำหรับคริปโต
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับดอลลาร์กำลังเปลี่ยนไป และอาจไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเสมอ การติดตามข้อมูลจากการประชุม Fed ในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรลดดอกเบี้ย จะเป็นสิ่งสำคัญมากในการประเมินทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างความขัดแย้งทางการค้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดด้วย
ที่มา: Cointelegraph

