<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

VI จ่อสูญพันธุ์? “ดร.นิเวศน์” ชี้จุดจบยุคบัฟเฟตต์ เผยเทรนด์ขุมทรัพย์ใหม่ “คริปโต-การ์ดสะสม”

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดร.นิเวศน์ กล่าวว่าการลงทุนแบบ VI อาจเริ่มตามไม่ทันยุคเทคโนโลยี และไม่ได้มอบผลตอบแทนที่ดีเหมือนเมื่อก่อน 
  • เทรนด์การลงทุนจะเริ่มหันไปหาทางเลือกใหม่ เช่น ดัชนี , ทองคำ , คริปโตเคอร์เรนซี , การ์ดสะสม
  • ในอนาคตภาพลักษณ์ของ “เซียน” อาจไม่ใช่คนที่ปั้นพอร์ตได้เร็วแต่เป็นคนที่มีความรอบรู้เน้นการลงทุนระยะยาวแทน

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการลงทุนที่กำลังก้าวผ่านยุคทองของ Value Investment แบบดั้งเดิม เข้าสู่ยุคที่ระเบียบโลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หุ้นขนาดเล็กหมดเสน่ห์ลงจากเศรษฐกิจที่อิ่มตัวและการแข่งขันที่รุนแรง ในขณะที่เทรนด์การลงทุนจะมุ่งไปสู่หุ้นเทคโนโลยีโลกและการลงทุนอิงดัชนีมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกดิสรัปต์ นอกจากนี้ สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และของสะสม จะกลายเป็นเครื่องมือเก็งกำไรใหม่ของคนรุ่นใหม่ โดยภาพลักษณ์ของ “เซียน” ในอนาคตเปลี่ยนจากการปั้นพอร์ตให้โตเร็ว เป็นผู้รอบรู้ที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่งคั่งยามเกษียณมากกว่าการรวยลัด

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา “วอเร็น บัฟเฟตต์” นักลงทุนระดับตำนานได้มีส่วนสำคัญในการครอบงำโลกของการลงทุนมาอย่างยาวนานด้วยหลักการ Value Investments หรือ “VI” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว และบัฟเฟตต์เองก็ประกาศเกษียณไปแล้วทำให้เกิดคำถามที่ว่า โลกการลงทุนหลังบัฟเฟตต์จะเป็นอย่างไร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เมื่อไม่นานมานี้ได้ออกมาแสดงมุมมองของเขาผ่านบทความ ‘โลกการลงทุนหลังยุคบัฟเฟตต์’ โดยระบุชัดเจนว่า ระเบียบโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ในยุคสมัยของทรัมป์ที่ยึดผลประโยชน์ของสหรัฐฯเป็นหลัก ทำให้นักลงทุนไทยต้องเร่งปรับตัว ตามสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว 5 ประการนี้

1. หุ้นเล็กใกล้ตาย?

ในประเด็นแรก ดร.นิเวศน์ มองว่าการลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่เติบโตเร็วอาจไม่ใช่หนทางที่ดีในปัจจุบัน เพราะเศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ  หุ้นตัวเล็กๆ  ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก  ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน

นอกจากจะไม่โตแล้ว หุ้นจำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย” แม้ว่าหุ้นตัวเล็กที่แข็งแกร่งก็ยังมีอยู่  แต่ราคาหุ้นอาจเพิ่มขึ้นไม่มากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต เพราะต้องแข่งขันกับธุรกิจจีนที่มีความสามารถสูงกว่า

ดังนั้น  คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลง ถ้าซื้อถูกตัวก็อาจจะไม่ได้กำไรมากเหมือนเมื่อก่อน แต่ถ้าผิดและเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก  

2. หมดยุค VI ถึงเวลา “เซียนหุ้นเทค”

เรื่องที่สอง ดร.นิเวศน์ เผยว่า ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ  จางลงในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีข่าวการลงทุนจากบัฟเฟตต์แล้ว อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยียังทำให้หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแทบไม่ได้แล้ว

หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จึงจะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา  เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้นแทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว และมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุกต์เทคโนโลยีใหม่เข้าไป

ดังนั้นเซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะไม่ใช่ VI แต่จะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” ที่ไม่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไป บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว

3. ลงทุนอิงดัชนีมาแรง

ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก  เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ  ในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วงยุคทองของ VI แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเลย

การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป  ทั้งนี้ ดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล  สุขภาพ  หุ่นยนต์ และอวกาศ เป็นต้น  

4. ทอง และ คริปโต คือเครื่องมือเก็งกำไรใหม่

เรื่องที่สี่ “ทองคำ และ คริปโตเคอร์เรนซี”เช่น Bitcoin จะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของนักเก็งกำไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายย่อย เพราะโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มที่อำนวยความสะดวกมากขึ้น มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถเทรดได้เหมือนกับการเล่นหวย 

ที่สำคัญเลยก็คือ สินทรัพย์เหล่านี้กำลังได้อานิสงส์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับอำนาจของแต่ละประเทศ 

5. การลงทุนทางเลือก

นอกจากการลงทุนในสินทรัพย์แบบที่รู้จักกันดีแล้ว ดร.นิเวศน์ ยังมองเห็นถึงศักยภาพของการลงทุนในสิ่งอื่นๆ ที่ยังไม่ “Mass” เช่นการ์ดสะสม อย่าง Pokemon , One Piece หรือการ์ดนักกีฬา ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมในหมู่เจน Z โดยราคาของการ์ดสะสมเหล่านี้บางครั้งให้ผลตอบแทนสูงกว่า S&P500 เสียอีกในช่วงเวลาที่เท่ากัน 

จากที่อธิบายไปข้างต้นยุคของ “เซียนหุ้น” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มากแต่ด้วยผลตอบแทนสุดยอดกำลังจะเปลี่ยนไป จากพอร์ตที่เคยใหญ่ก็มีขนาดและมูลค่าเล็กลง ซึ่งต่อจากนี้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเซียนคงจะมีน้อยลงมาก โดยเซียนหุ้นในอนาคตนั้น  น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ  และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี  

ท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น  จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้นแต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต  

ที่มา : Settrade


มุมมองผู้เขียน : จากเนื้อหาภายในบทความข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดการลงทุนอาจบ่อเงินบ่อทองที่ง่ายดายเหมือนอดีต นักลงทุนไทยต้องเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้าง Growth การเติบโตอย่างแท้จริงในยุคสมัยที่เทคโนโลยีไม่หยุดคอยเราแล้ว