สรุปข่าว
- Hester Peirce กรรมาธิการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เสนอให้สถาบันการเงินสามารถนับ Stablecoin เป็นทุนสำรอง โดยตัดลดมูลค่าเพียง 2%
- ข้อเสนอนี้อาจเปิดทางให้วอลล์สตรีทปฏิบัติต่อ Stablecoin เหมือนเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง
- หากผ่าน จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและการยอมรับ Stablecoin ในระบบการเงินหลัก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข่าวนี้เป็นบวกต่อตลาด Stablecoin และคริปโตโดยรวม เพราะเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ กำลังเปิดทางให้สถาบันการเงินใช้ Stablecoin ในการดำเนินธุรกิจจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปสงค์และสภาพคล่องให้กับตลาด นอกจากนี้ยังเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้คริปโตกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินหลักมากขึ้น
Hester Peirce กรรมาธิการของคณะกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) หรือที่ชุมชนคริปโตรู้จักในนาม “Cryptomom” ได้เสนอแนวทางใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่วอลล์สตรีทมองต่อ Stablecoin เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 โดยเสนอให้สถาบันการเงินสามารถนับ Stablecoin เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองได้ โดยมีข้อกำหนดให้ตัดลดมูลค่า (capital haircut) เพียง 2% เท่านั้น ตามรายงานของ Cointelegraph ข้อเสนอนี้อาจเปิดทางให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่สามารถปฏิบัติต่อ Stablecoin เหมือนกับเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการผสานคริปโตเข้ากับระบบการเงินหลัก
Capital Haircut 2% หมายความว่าอย่างไร
Capital haircut คือการลดมูลค่าของสินทรัพย์เมื่อนำมาคำนวณเป็นทุนสำรอง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การที่ Peirce เสนอให้ตัดลดมูลค่า Stablecoin เพียง 2% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก เทียบเท่ากับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ซึ่งหมายความว่า ก.ล.ต. อาจเริ่มมองว่า Stablecoin ที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ (มักผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ) มีความปลอดภัยใกล้เคียงกับเงินสด
ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าหากธนาคารหรือสถาบันการเงินถือครอง Stablecoin มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ พวกเขาจะสามารถนับมูลค่าเป็น 98 ล้านดอลลาร์ในการคำนวณเงินทุนสำรอง ซึ่งใกล้เคียงกับการถือเงินสดจริง ๆ แทนที่จะต้องตัดลดมูลค่าไปมาก ๆ เหมือนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
ผลกระทบต่อวงการ Stablecoin และคริปโต
หากข้อเสนอของ Peirce ได้รับการรับรองและนำไปใช้จริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับตลาด Stablecoin ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินหลายแห่งลังเลที่จะใช้ Stablecoin ในการดำเนินธุรกิจ เพราะขาดความชัดเจนทางกฎหมายและไม่สามารถนับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้ากฎหมายรองรับให้ถือ Stablecoin เหมือนเงินสด สถาบันเหล่านี้จะมีแรงจูงใจมากขึ้นในการใช้งาน
นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ กำลังมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อคริปโตมากขึ้น โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งมีนโยบายที่เปิดกว้างต่อนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล ข้อเสนอนี้อาจกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานในการชำระเงินและการเคลื่อนย้ายมูลค่าระหว่างสถาบันการเงิน
Hester Peirce ผู้สนับสนุนคริปโตมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Hester Peirce เตรียมเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีมหน่วยงานพิเศษด้านคริปโต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวงการ เพราะ Peirce เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนคริปโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเคยออกมาวิจารณ์การปฏิเสธ Bitcoin ETF หลายครั้งในอดีต และเรียกร้องให้ ก.ล.ต. มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
นอกจากนี้ Peirce ยังเคยกล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่หน่วยงานกำกับดูแลจะขัดขวางการอนุมัติ Bitcoin ETF และสนับสนุนให้มีการอนุมัติมาตั้งแต่หลายปีก่อน ซึ่งท้ายที่สุด Bitcoin ETF ก็ได้รับการอนุมัติในปี 2024 และกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อเสนอของ Peirce เป็นก้าวที่สำคัญมาก ถึงแม้ว่ายังเป็นเพียงข้อเสนอที่ยังไม่ได้ผ่านเป็นกฎหมาย แต่การที่กรรมาธิการ ก.ล.ต. ระดับสูงออกมาเสนอในทิศทางนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทางการสหรัฐฯ กำลังจริงจังกับการผสาน Stablecoin เข้าสู่ระบบการเงินหลัก การตัดลดมูลค่าเพียง 2% ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดีมาก เพราะหมายความว่า ก.ล.ต. มองว่า Stablecoin ที่ได้มาตรฐานมีความเสี่ยงต่ำใกล้เคียงเงินสด
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือการตอบรับจากสถาบันการเงินใหญ่ ๆ และว่าข้อเสนอนี้จะผ่านเป็นกฎหมายจริงหรือไม่ ถ้าผ่าน เราอาจเห็นธนาคารและสถาบันการเงินเริ่มถือ Stablecoin ในปริมาณมหาศาล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการและเสถียรภาพให้กับตลาด Stablecoin อย่างมาก สำหรับนักลงทุน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับคริปโตในวงกว้างจากสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกในระยะยาวต่อทั้งตลาด Stablecoin และคริปโตโดยรวม

