สรุปข่าว
- คณะกรรมการสันติภาพของรัฐบาล Trump กำลังศึกษาแผนเปิดตัว stablecoin ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ในฉนวนกาซา โดยมีเป้าหมายเพื่อเลี่ยงการควบคุมของ Hamas
- โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวอิสราเอล มุ่งเน้นการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ควบคุม เพื่อใช้เป็นกลไกในการสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่
- แผนนี้ยังอยู่ในระยะศึกษา ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาว แต่ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้เทคโนโลยีคริปโตในระดับนโยบายระหว่างประเทศ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข่าวนี้เป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโตในระยะกลาง เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ Trump กำลังพิจารณาใช้ stablecoin เป็นเครื่องมือนโยบายระดับรัฐบาล ถึงแม้โครงการนี้จะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มพิจารณา stablecoin ในบริบทของนโยบายต่างประเทศถือเป็นการยอมรับศักยภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชนในการแก้ปัญหาโลกแห่งความจริง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับคริปโตในระดับสถาบันรัฐบาลอย่างกว้างขวางมากขึ้น
คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของรัฐบาล Trump กำลังศึกษาแผนเปิดตัว stablecoin ที่ได้รับการสนับสนุนโดยดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ในฉนวนกาซา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้สกุลเงินดิจิทัลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ควบคุมได้แทนระบบการเงินที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ Hamas ตามรายงานจาก Ash Crypto และ Coin Bureau เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบการเทคโนโลยีชาวอิสราเอล และถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาใช้เทคโนโลยีคริปโตเป็นเครื่องมือนโยบายระหว่างประเทศ
Stablecoin เป็นอาวุธนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ
แผนการใช้ stablecoin ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ในฉนวนกาซานี้เป็นการพัฒนาที่สำคัญในหลายมิติ หนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาล Trump มองว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนและ stablecoin สามารถใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้มีอิทธิพล สอง มันเป็นการขยายอิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านรูปแบบดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นโมเดลที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีสถานการณ์คล้ายกันในอนาคต
โครงการนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่มีรายละเอียดว่า stablecoin นี้จะออกแบบอย่างไร จะใช้บล็อกเชนอะไร หรือจะมีกลไกควบคุมการใช้งานอย่างไร แต่ข้อมูลที่รั่วไหลออกมาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาให้ stablecoin นี้เป็นเครื่องมือในการสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ หลังจากที่ความขัดแย้งในฉนวนกาซาคลี่คลาย และรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการให้แน่ใจว่าการสร้างเศรษฐกิจใหม่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อ Hamas
สัญญาณการยอมรับคริปโตในระดับนโยบายรัฐ
สำหรับตลาดคริปโต ข่าวนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะกลาง ถึงแม้โครงการนี้จะเน้นที่ stablecoin ที่รัฐบาลควบคุม ไม่ใช่ Bitcoin หรือคริปโตกระจายอำนาจทั่วไป แต่การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในระดับนโยบายระหว่างประเทศถือเป็นการยอมรับศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ มันยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่รัฐบาล Trump พยายามสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับคริปโต รวมถึงการสนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้งาน stablecoin มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ได้อนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์นับ stablecoin เป็นส่วนหนึ่งของเงินสำรองได้แล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเปิดทางให้ stablecoin เข้าสู่ระบบการเงินหลักมากขึ้น และโครงการฉนวนกาซาครั้งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวที่แสดงให้เห็นว่า stablecoin จะเป็นส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในอนาคต
ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ต้องจับตาต่อ
แม้ว่าข่าวนี้จะเป็นที่สนใจอย่างมาก แต่ยังต้องระมัดระวังว่าข้อมูลที่รั่วไหลออกมาอาจเป็นเพียงแผนในระยะเริ่มต้น ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวหรือกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และโครงการนี้อาจเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองและเทคนิคมากมายก่อนที่จะเป็นจริง อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาใช้ stablecoin ในบริบทนี้แสดงให้เห็นว่าทำเนียบขาวภายใต้การบริหารของ Trump มีความคิดสร้างสรรค์ในการใช้เทคโนโลยีคริปโตมากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ อย่างชัดเจน
นักลงทุนควรจับตาดูว่าในสัปดาห์หน้าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่ และถ้าโครงการนี้เดินหน้าจริง มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ stablecoin ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ของคริปโตและการเงินระหว่างประเทศ
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้สำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด ถ้าโครงการนี้เดินหน้าจริง มันจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ stablecoin เป็นเครื่องมือนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีบล็อกเชนในการแก้ปัญหาที่ระบบการเงินแบบเก่าทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าโครงการนี้จะเน้นไปที่การควบคุมและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ไม่ใช่การกระจายอำนาจแบบที่คริปโตดั้งเดิมเน้น ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่ามันจะส่งผลโดยตรงต่อราคา Bitcoin หรือ Ethereum แต่มันจะเป็นสัญญาณบวกต่อ stablecoin โดยรวม โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่มีความสัมพันธ์ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น USDC หรือ stablecoin ที่กำลังพัฒนาโดยสถาบันการเงินใหญ่ ๆ สิ่งที่ผมจะจับตาคือการตอบสนองของรัฐบาลจีนหรือรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ต่อข่าวนี้ เพราะถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้ stablecoin เป็นอาวุธนโยบาย ประเทศอื่น ๆ อาจต้องตอบโต้ด้วยการพัฒนา stablecoin ของตัวเอง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก

