สรุปข่าว
- รมว.คลังประกาศกลางงาน MoneyX 2026 เตรียมตั้งหน่วยงานใหม่ภายใต้สำนักงานบริการทางการเงิน (FSA) เพื่อดูแลคริปโทฯ โดยเฉพาะ
- เม็ดเงินสถาบันไหลเข้า หลังเปิดตัว JPY Stablecoin ตัวแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ยอดทะลุ 1 พันล้านเยนใน 3 เดือน
- 3 แบงก์ยักษ์ใหญ่กำลังซุ่มทดสอบระบบร่วมกัน และเริ่มมีการใช้เงินฝากโทเค็นในระดับท้องถิ่นแล้ว
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าสู่ยุคการเงินดิจิทัลเต็มตัว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา รมว.คลังประกาศกลางงาน MoneyX 2026 ว่าจะผลักดันการใช้ Stablecoin และเงินฝากแบบโทเคนในระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง หลังเห็นสัญญาณบวกจากการที่ Stablecoin เยนตัวแรกมียอดแตะพันล้านเยนในเวลาเพียง 3 เดือน จนนำไปสู่โปรเจกต์ยักษ์ที่ 3 ธนาคารใหญ่จับมือกันทดสอบระบบออกเหรียญร่วมกันอยู่ในขณะนี้
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมระดับโลก “MoneyX 2026” โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้มีการนำ Stablecoin และ Tokenized Deposits หรือเงินฝากแบบโทเคนมาใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ
พัฒนาการด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่การเปิดตัว Stablecoin สกุลเงินเยนตัวแรกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งมียอดออกเหรียญทะลุ 1,000 ล้านเยนภายในเวลาเพียง 3 เดือน
ขณะที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ 3 แห่งเริ่มทดสอบระบบการออกเหรียญร่วมกัน และมีการนำเงินฝากโทเคนมาใช้เป็นสกุลเงินท้องถิ่นแล้วในบางพื้นที่
เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว รัฐบาลเตรียมจัดตั้ง ‘หน่วยงานใหม่’ ภายใต้สำนักงานบริการทางการเงิน (FSA) ภายในช่วงฤดูร้อนปี 2026 เพื่อกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ รมว.คลังญี่ปุ่นยังส่งสัญญาณชวนสตาร์ทอัพและสถาบันต่างๆ ให้เข้ามาใช้กรอบการทำงานบนแพลตฟอร์มการชำระเงินของ FSA เพื่อทดสอบระบบและตีความทางกฎหมายร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การจับมือกับภาคเอกชน สร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ญี่ปุ่นภาคภูมิใจ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทรนด์ระดับนานาชาติ
มุมมองผู้เขียน: ญี่ปุ่นกำลังเดินตามรอยสหรัฐฯ ในการอ้าแขนรับอุตสาหกรรมคริปโทฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับฝั่งนักลงทุน แต่จุดที่ต้องระวังและจับตาดูให้ดีก็คือ ‘ปัจจัยการเมือง’ เพราะถ้าขั้วอำนาจเปลี่ยน เกมคริปโทฯ ที่กำลังรุ่งอาจพลิกผันไปตามกัน
- ที่มาข่าว:coinpost
- ที่มาภาพ:Straitstimes

