สรุปข่าว
- หนี้โลกปี 2568 พุ่งขึ้น 29 ล้านล้านดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 348 ล้านล้านดอลลาร์
- การเพิ่มขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการเติบโตรายปีที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ปี 2563 โดยมีรัฐบาลสหรัฐฯ จีน และกลุ่มยูโรโซนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
- ภาวะหนี้สินระดับรัฐบาลที่บานปลายต่อเนื่อง เสริมแกร่งเรื่องเล่า Bitcoin ในฐานะเครื่องป้องกันการเสื่อมค่าของเงิน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การพุ่งขึ้นของหนี้โลกสู่ระดับสูงสุดตลอดกาล ตอกย้ำเรื่องเล่าเรื่องการเสื่อมค่าของสกุลเงินกระดาษและความไม่ยั่งยืนของระบบการเงินแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อโต้แย้งหลักที่สนับสนุน Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแนวโน้มมาโครที่เคลื่อนตัวช้า ไม่ใช่ตัวเร่งทันทีที่จะทำให้ราคาขึ้นพรวดในระยะสั้น
หนี้สินทั่วโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 โดยเพิ่มขึ้นถึง 29 ล้านล้านดอลลาร์ แตะ 348 ล้านล้านดอลลาร์ ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 การเพิ่มขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการเติบโตรายปีที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ที่โลกเผชิญวิกฤตโควิด-19 โดยรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เป็นกลุ่มที่กู้ยืมเพิ่มมากที่สุด สูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ในปีเดียว กับสหรัฐฯ จีน และกลุ่มประเทศยูโรโซนเป็นผู้กู้รายใหญ่ที่สุด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังขยายตัวในอัตราที่น่ากังวล และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการถกเถียงเรื่องอนาคตของระบบการเงินโลก
หนี้รัฐบาลพุ่ง 10 ล้านล้าน ใครคือตัวการหลัก
ในจำนวนหนี้ที่เพิ่มขึ้น 29 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก หนี้ภาครัฐบาลคิดเป็นกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐฯ จีน และกลุ่มยูโรโซนเป็นแกนหลักในการกู้ยืม สหรัฐฯ เองยังคงมีการขาดดุลงบประมาณสูงต่อเนื่อง ท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่จีนยังคงอัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ และยุโรปก็ยังแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการสนับสนุนทางทหารในช่วงความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
ที่น่าสังเกตคือ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551 ซึ่งสัญญาณนี้ประกอบกับตัวเลขหนี้โลกที่พุ่งสูงขึ้น บ่งชี้ถึงความตึงเครียดในระบบการเงินโลกที่กำลังสะสมตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า หนี้มาร์จิ้นของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม ซึ่งสะท้อนว่าการก่อหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับรัฐบาล แต่แผ่ขยายไปถึงนักลงทุนรายย่อยด้วย
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
สำหรับตลาดคริปโต ตัวเลขหนี้โลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถือเป็นข่าวดีในระยะยาวสำหรับ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีอุปทานจำกัด เมื่อรัฐบาลทั่วโลกพิมพ์เงินและก่อหนี้เพิ่มต่อเนื่อง มูลค่าของสกุลเงินกระดาษก็มีแนวโน้มเสื่อมลงตามเวลา Bitcoin จึงถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันการเสื่อมค่าของเงินได้ในเชิงโครงสร้าง เพราะมีอุปทานสูงสุดที่ 21 ล้านเหรียญและไม่มีใครสามารถพิมพ์เพิ่มได้
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนจากตลาดการเงินกระแสหลักก็ยังมีอยู่ Siam Blockchain รายงานก่อนหน้านี้ว่า หุ้น Small Cap สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับเงินไหลออกในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนยังอยู่ในโหมดระวังความเสี่ยง ในสภาวะเช่นนี้ แม้ว่าเรื่องเล่าระยะยาวของ Bitcoin จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่ในระยะสั้นตลาดคริปโตก็อาจยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนสถาบันลดความเสี่ยงโดยรวม การที่หนี้โลกพุ่งในอัตรานี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางหลายแห่งอาจถูกบังคับให้คงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลาง
วงจรหนี้ไม่มีวันสิ้นสุด หรือกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต
นักเศรษฐศาสตร์หลายรายชี้ให้เห็นว่า การก่อหนี้ในระดับนี้กำลังสร้าง “กับดักหนี้” ที่รัฐบาลไม่สามารถหลุดออกได้ง่าย เมื่ออัตราดอกเบี้ยยังคงสูง ภาระดอกเบี้ยจะกินงบประมาณมากขึ้นทุกปี ทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเพิ่มเพื่อจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า กลายเป็นวัฏจักรที่ยากจะแก้ไขโดยไม่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่รัฐบาลแก้ปัญหาหนี้ล้นมักลงเอยด้วยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (broad money supply) ซึ่งส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและทำให้สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวอย่างทองคำและ Bitcoin น่าสนใจมากขึ้น
น่าสังเกตว่าในช่วงเดียวกันนี้ ตลาดทองคำและเงินได้รับเงินไหลเข้ามหาศาล โดย Siam Blockchain รายงานว่า มีเงินไหลเข้าตลาดทองคำและเงินกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ภายใน 4 ชั่วโมง จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น และ Bitcoin ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในเรดาร์ของหลายคน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข 348 ล้านล้านดอลลาร์นี้น่าตกใจมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ราคา Bitcoin พุ่งในสัปดาห์นี้หรือเดือนหน้า เพราะมันเป็นเรื่องมาโครที่เคลื่อนตัวช้า สิ่งที่ควรจับตาดูมากกว่าคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยอย่างไรในช่วงที่หนี้รัฐบาลพุ่งสูงเช่นนี้ ถ้า Fed จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยให้รัฐบาลบริหารภาระหนี้ได้ นั่นจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ Bitcoin มาก แต่ถ้ายังต้องคงดอกเบี้ยสูงต่อไป แรงกดดันต่อตลาดเสี่ยงก็ยังอยู่ สิ่งที่ชัดเจนคือเรื่องเล่าของ Bitcoin ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ที่ป้องกันการเสื่อมค่าของเงินกำลังได้แรงสนับสนุนจากข้อมูลจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

