สรุปข่าว
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า Stablecoin ที่อิงค่าากเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิด “ธนาคารล่มรูปแบบดิจิทัล” หากนักลงทุนแห่ไถ่ถอนพร้อมกันในช่วงวิกฤติ
- IMF ระบุว่า Stablecoin มีความเชื่อมโยงกับสินทรัพย์การเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น ทำให้แรงเทขายอาจส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดคริปโตและตลาดพันธบัตร
- องค์กรแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ เร่งกำหนดกรอบกำกับดูแล เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบก่อนที่ตลาด Stablecoin จะเติบโตใหญ่กว่านี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
แม้คำเตือนของ IMF จะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ Bitcoin หรือ Ethereum โดยตรง แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงลบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจาก Stablecoin เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาด หากเกิดความกังวลด้านเสถียรภาพ อาจกระทบต่อสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น
IMF เตือน Stablecoin ในหน่วยดอลลาร์อาจกลายเป็นชนวน “ธนาคารล่ม”
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนว่า Stablecoins ในหน่วยดอลลาร์ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศคริปโต อาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินโลก หากเกิดเหตุการณ์ที่นักลงทุนจำนวนมากแห่ไถ่ถอนเหรียญพร้อมกันในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ
IMF ระบุว่า แม้ Stablecoin จะถูกออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่าให้คงที่ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ออกเหรียญจำเป็นต้องถือสินทรัพย์สำรอง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินฝากระยะสั้น หากเกิดแรงไถ่ถอนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ผู้ออก Stablecoin อาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เหล่านั้นอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีโอกาสสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงินในวงกว้าง
Stablecoin เชื่อมโยงกับระบบการเงินดั้งเดิมมากกว่าที่หลายคนคิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Stablecoin อย่าง USDT และ USDC เติบโตจนมีมูลค่าตลาดรวมหลายแสนล้านดอลลาร์ และกลายเป็นสื่อกลางหลักในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตดังกล่าวทำให้ Stablecoin มีความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น เนื่องจากผู้ออกเหรียญต้องถือสินทรัพย์คุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อรองรับการแลกคืนของผู้ถือเหรียญ
IMF จึงมองว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นและรีบแลก Stablecoin กลับเป็นเงินสดพร้อมกัน อาจเกิดสถานการณ์คล้ายการล่มของธนาคารที่เคยเกิดกับธนาคารพาณิชย์ในอดีต เพียงแต่ย้ายมาอยู่บนโลกดิจิทัลแทน
บทเรียนจากปี 2023 ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ IMF นำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ คือกรณีของ USDC ในปี 2023 หลังการล่มสลายของ Silicon Valley Bank (SVB)
ในช่วงเวลาดังกล่าว Circle เปิดเผยว่ามีเงินสำรองบางส่วนฝากอยู่กับ SVB ส่งผลให้ USDC หลุดมูลค่าลงมาต่ำกว่าหนึ่งดอลลาร์ชั่วคราว ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวหลังหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เข้ามารับประกันเงินฝาก
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ Stablecoin จะถูกออกแบบให้มีเสถียรภาพ แต่ความเชื่อมั่นของตลาดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
คำเตือนล่าสุดของ IMF สะท้อนว่า Stablecoin ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในโลกคริปโตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเงินโลก ซึ่งหากขาดมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบได้เช่นเดียวกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
คำเตือนของ IMF ไม่ได้หมายความว่า Stablecoin เป็นสินทรัพย์ที่ “อันตราย” แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังเติบโตจนมีขนาดใหญ่พอที่จะส่งผลต่อระบบการเงินโลกแล้ว ในระยะยาว หากผู้ออก Stablecoin สามารถรักษาความโปร่งใสของเงินสำรอง และหน่วยงานกำกับดูแลสามารถสร้างกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ Stablecoin ก็มีโอกาสกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินยุคใหม่ มากกว่าจะเป็นต้นตอของวิกฤติ
ที่มา : Cointelegraph

