สรุปข่าว
- อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงเตหะรานและเป้าหมายหลายจุดทั่วอิหร่านในระดับขนาดใหญ่ นับเป็นการขยายความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
- เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังการเสียชีวิตของ Khamenei และการตอบโต้ของกองกำลัง IRGC ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางอยู่ในภาวะวิกฤต
- ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงคริปโตเผชิญแรงกดดันหนักจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่พุ่งสูงขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การโจมตีกรุงเตหะรานโดยตรงถือเป็นสัญญาณเลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนทั่วโลกจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหนีเข้าสู่ทองคำและดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างรุนแรง Bitcoin และคริปโตอื่น ๆ มีโอกาสสูงที่จะถูกเทขายพร้อมกับตลาดหุ้น เว้นแต่จะมีแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยกลับเข้ามาเหมือนกรณีทองคำโทเคนไนซ์
เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก BRICS News อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีกรุงเตหะรานและเป้าหมายหลายจุดภายในอิหร่านในปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ที่ยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่อง การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยเกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลส่งคลื่นการโจมตีชุดใหม่เข้าใส่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตระหนกให้กับตลาดการเงินทั่วโลกและจุดชนวนความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค
เส้นทางสู่วิกฤตที่ไม่มีใครหยุดได้
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ผู้นำสูงสุดอิหร่าน Ayatollah Khamenei เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล และต่อมา ทางการอิหร่านสาบานว่าจะแก้แค้นอย่างรุนแรงที่สุด รวมถึง การแต่งตั้งผู้นำชั่วคราวเข้ามาบริหารประเทศ ในขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังอยู่ในภาวะโกลาหลทางการเมือง อิสราเอลก็ยังคงเดินหน้าโจมตีต่อไปโดยไม่หยุด โดยเป้าหมายที่ถูกโจมตีในรอบล่าสุดรวมถึงกรุงเตหะรานซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครองของอิหร่าน นับว่าเป็นการกระทำที่เกินเส้นแดงทางการทหารและการทูตอย่างชัดเจน
ความขัดแย้งรอบนี้มีความซับซ้อนกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะอิหร่านอยู่ในสภาวะขาดผู้นำที่ชัดเจน ทำให้การตัดสินใจตอบโต้ทางทหารอาจไม่เป็นระเบียบ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้ ชุมชนนานาชาติต่างจับตาดูว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย และจีนจะเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้งนี้อย่างไร
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ตลาดคริปโตได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 12% ไปแตะ $75 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับรู้ความเสี่ยงสงครามแล้ว ในขณะที่ตลาดคริปโตซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมงจะเป็นด่านแรกที่นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกใช้ตัดสินใจซื้อขาย ความกังวลที่ว่าช่องแคบ Hormuz อาจถูกปิดกั้นหรือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคได้รับความเสียหาย จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท
อย่างไรก็ตาม มีปรากฏการณ์น่าสนใจจากวิกฤตครั้งก่อน ๆ ที่ Siam Blockchain เคยรายงาน นั่นคือ ทองคำโทเคนไนซ์อย่าง PAXG และ XAUt ได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดดั้งเดิมปิด และ นักเทรดหันมาใช้ Hyperliquid เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากน้ำมันและทองคำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงวิกฤต ตลาดคริปโตไม่ได้มีแต่แรงเทขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกระแสเงินที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในโลกดิจิทัลด้วย นอกจากนี้ ตลาดทำนายอย่าง Polymarket มีเม็ดเงินแห่เข้ามาเดิมพันสถานการณ์อิหร่านสูงถึง $50 ล้าน สะท้อนถึงความสนใจของตลาดในวิกฤตครั้งนี้อย่างมหาศาล
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตา ได้แก่ ท่าทีของสหรัฐฯ ว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ การตอบโต้ของอิหร่านหลังจากผ่านความโกลาหลภายในประเทศ และความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย หากสถานการณ์ยกระดับขึ้นอีกและเกี่ยวโยงกับมหาอำนาจอื่น ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึง Bitcoin อาจเผชิญแรงเทขายรุนแรงในระยะสั้น ในทางกลับกัน หากมีสัญญาณการเจรจาสงบศึก อาจเห็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการโจมตีถึงกรุงเตหะรานโดยตรง มันไม่ใช่แค่การปะทะชายแดนหรือโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางนิวเคลียร์อีกต่อไปแล้ว และการที่อิหร่านยังไม่มีผู้นำที่มั่นคงในตอนนี้ ทำให้ความเสี่ยงของการตอบโต้แบบที่คาดเดาไม่ได้สูงมาก สำหรับคนที่ถือคริปโตอยู่ตอนนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและดูว่าสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณอะไรออกมา เพราะนั่นน่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดระยะสั้นมากกว่าสิ่งอื่นใด อย่าลืมว่าในวิกฤตแบบนี้ ทองคำและทองคำโทเคนไนซ์มักเป็นที่พักพิงที่น่าสนใจกว่า Bitcoin

