สรุปข่าว
- Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan ออกมาระบุว่า Stablecoin ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือควรถูกควบคุมในฐานะธนาคาร ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ดิจิทัลทั่วไป
- ถ้อยแถลงนี้มาในช่วงที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ กำลังถกเถียงเรื่องร่างกฎหมาย Stablecoin โดยเฉพาะประเด็นการจ่ายผลตอบแทน ซึ่งยังคงเป็นจุดที่ติดขัดอยู่
- หากแนวคิดนี้ถูกนำไปสู่ภาคนโยบายจริง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ออก Stablecoin รายใหญ่และโปรโตคอล DeFi ที่ใช้ผลตอบแทนจาก Stablecoin เป็นแกนหลัก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
แรงกดดันจากสถาบันการเงินชั้นนำให้ควบคุม Stablecoin ที่จ่ายดอกเบี้ยเหมือนธนาคารถือเป็นสัญญาณลบต่อระบบนิเวศ DeFi เพราะโปรโตคอลจำนวนมากพึ่งพาผลตอบแทน Stablecoin เป็นแหล่งดึงดูดผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นเพียงคำแถลงจาก Dimon ไม่ใช่นโยบายที่บังคับใช้จริง จึงยังไม่ส่งผลกระทบทันที
เมื่อคืนวันที่ 3 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก CoinDesk Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า Stablecoin ที่มีการจ่ายผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือนั้น ควรถูกกำกับดูแลในฐานะธนาคารพาณิชย์ โดย Dimon กล่าวว่า “ถ้าคุณจะรับฝากเงินและจ่ายดอกเบี้ย นั่นคือธนาคาร คุณก็ควรถูกควบคุมแบบธนาคาร” ถ้อยแถลงนี้สะท้อนแรงกดดันจากภาคธนาคารแบบดั้งเดิมที่มองว่า Stablecoin บางประเภทกำลังเข้ามาแย่งชิงบทบาทของธนาคารโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน

ทำไม Dimon ถึงเล็ง Stablecoin ที่จ่ายดอกเบี้ย
ในมุมมองของ Dimon ความแตกต่างระหว่าง Stablecoin ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยกับที่จ่ายดอกเบี้ยนั้นสำคัญมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรับเงินฝากและจ่ายผลตอบแทน ก็เข้าข่ายเป็นกิจกรรมธนาคารโดยพฤตินัย ธนาคารทั่วโลกต้องสำรองทุน ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับ และรักษาระดับความมั่นคงทางการเงิน แต่ผู้ออก Stablecoin หลายรายทำสิ่งเดียวกันโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านกฎระเบียบเหล่านั้น
จุดนี้กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในสภาคองเกรสสหรัฐฯ เช่นกัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ ยังติดขัดอยู่ที่ประเด็นผลตอบแทน Stablecoin โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกังวลว่าการอนุญาตให้ Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยจะสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินและแย่งเงินฝากออกจากธนาคาร ซึ่งคำพูดของ Dimon ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของฝ่ายธนาคารในการเจรจาเรื่องกฎระเบียบ
ผลกระทบต่อ DeFi และผู้ออก Stablecoin
ถ้าแนวคิดของ Dimon ถูกนำไปกำหนดเป็นนโยบาย ผลกระทบจะกว้างขวางกว่าที่หลายคนคิด ผู้ออก Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน เช่น โปรโตคอล DeFi ที่เสนอ “yield-bearing stablecoins” จะต้องขอใบอนุญาตธนาคาร ซึ่งมีต้นทุนสูงและกระบวนการยาวนาน หรือไม่ก็ต้องยุติบริการดังกล่าวทั้งหมด นอกจากนี้ยังส่งผลต่อแพลตฟอร์ม CeFi และ DeFi ที่ใช้ Stablecoin เป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทนให้ผู้ใช้
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานแล้วว่า ล็อบบี้ยิสต์ฝ่ายธนาคารกำลังกดดันหน่วยงานกำกับดูแลให้ขจัดโปรแกรมผลตอบแทน Stablecoin และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เองก็เพิ่งออกมาเตือนว่า Stablecoin อาจกระทบเงินฝากธนาคารและนโยบายการเงินในยุโรป ดังนั้นแรงกดดันจากสถาบันการเงินใหญ่ต่อ Stablecoin จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแนวรบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
JPMorgan กับท่าทีต่อคริปโตที่ซับซ้อน
น่าสังเกตว่า Dimon และ JPMorgan มีท่าทีต่อคริปโตที่ดูขัดแย้งกันอยู่บ้าง ในด้านหนึ่ง Dimon เคยวิจารณ์ Bitcoin อย่างรุนแรงมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกัน Siam Blockchain ได้รายงานว่า Dimon บอกว่าธนาคารพร้อมลุยคริปโตเต็มตัวถ้ากฎเกมแฟร์ และ JPMorgan เองก็ เล็งปล่อยกู้โดยใช้ Bitcoin และ Ethereum เป็นหลักประกัน สิ่งที่ Dimon ต้องการจริงๆ จึงไม่ใช่การปิดกั้นคริปโต แต่คือการทำให้ผู้เล่นคริปโตต้องแบกต้นทุนด้านกฎระเบียบในระดับเดียวกับธนาคาร
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำพูดของ Dimon ครั้งนี้ฉลาดมากในแง่กลยุทธ์ เพราะมันฟังดูสมเหตุสมผล “ถ้าทำงานเหมือนธนาคาร ก็ต้องถูกควบคุมเหมือนธนาคาร” แต่ในทางปฏิบัติมันอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อนวัตกรรม DeFi เพราะต้นทุนในการขอใบอนุญาตธนาคารนั้นสูงมากจนโปรโตคอลเล็กๆ ส่วนใหญ่แบกรับไม่ไหว ที่น่าจับตาคือว่าร่างกฎหมาย Stablecoin ของสหรัฐฯ จะนำแนวคิดนี้ไปใส่ไว้ในกฎหมายจริงหรือเปล่า ถ้าใส่ก็อาจเห็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของตลาด Stablecoin และ DeFi ได้ในปีนี้
