สรุปข่าว
- ChatGPT โชว์ความเทพด้วยการวินิจฉัยโรคหายากและอาการป่วยเรื้อรังที่หมอผู้เชี่ยวชาญหลายคนพลาดไปได้อย่างแม่นยำ
- ความเจ๋งคือ AI สามารถนำข้อมูลจากการตรวจเลือด, MRI และประวัติการรักษามาประมวลผลรวมกันแบบ Big Picture ซึ่งหมอมักจะมองแค่ในมุมเฉพาะทางของตัวเอง
- ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า AI ยังไม่ได้มาแทนที่หมอ 100% แต่มันคือ “ทางเลือกที่สอง” ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ช่วยชีวิตคนไข้จากการวินิจฉัยผิดพลาดมาแล้วนักต่อนัก
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ทุกวันนี้ผู้ป่วยจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ ChatGPT เป็น “หมอคนที่สอง” เพื่อช่วยไขปริศนาโรคที่แม้แต่แพทย์ตัวจริงยังวินิจฉัยผิดพลาด เพียงแค่นำผลประวัติการรักษาและอาการต่างๆ ไปถาม AI ก็สามารถระบุโรคได้อย่างแม่นยำ เช่น เคสเด็ก 4 ขวบที่ตระเวนหาหมอมาแล้วถึง 17 คน แต่สุดท้ายกลับมาได้คำตอบจาก ChatGPT สาเหตุสำคัญที่ AI สามารถอุดช่องโหว่ของระบบการแพทย์ได้ เป็นเพราะ AI มีฐานข้อมูลครอบคลุมทุกแผนก และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลเพื่อหาต้นตอของโรคได้ในเวลาแค่ไม่กี่วินาที
ปัจจุบันโลกของเรากำลังตื่นตัวกับความสามารถของ AI ที่ก้าวไปไกลกว่าที่มนุษย์เคยคาดการณ์ไว้มาก ล่าสุดมีกระแสไวรัลและรายงานข่าวจากผู้ใช้งานจริงทั่วโลกที่คนไข้หรือครอบครัวตัดสินใจใช้ ChatGPT เป็น “หมอคนที่สอง” หลังจากที่พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการป่วยเรื้อรังมานานหลายปี และต้องเผชิญกับการวินิจฉัยโรคของหมอที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เมื่อพวกเขานำประวัติการรักษา, อาการเบื้องต้น และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไปให้ ChatGPT ประมวลผล มันกลับสามารถวิเคราะห์และระบุชื่อโรคหายากได้อย่างแม่นยำในแบบที่แพทย์หลายสิบคนยังหาคำตอบไม่ได้
ตัวอย่างเคสที่หมอหาสาเหตุไม่เจอ แต่ได้ ChatGPT ช่วยเอาไว้
หนึ่งในเคสที่โด่งดังที่สุดคือ คุณแม่ท่านหนึ่งที่มีลูกชายวัย 4 ขวบและมีอาการปวดเรื้อรังมานานถึง 3 ปี เธอพาลูกไปหาหมอมาแล้วถึง 17 คน ทั้งกุมารแพทย์ ทันตแพทย์ หมอกายภาพบำบัด แต่ทุกคนก็แนะนำได้แค่ในขอบเขตเฉพาะทางของตัวเองและไม่มีใครหาสาเหตุที่แท้จริงพบ
ในที่สุดคุณแม่ก็หมดความอดทน และได้ลองเอาบันทึกผล MRI ทั้งหมดไปป้อนให้ ChatGPT ทีละบรรทัด พร้อมบอกอาการยิบย่อย เช่น น้องนั่งขัดสมาธิไม่ได้
ผลปรากฏว่า ChatGPT วินิจฉัยว่าลูกของเธอเป็นโรค Tethered Cord Syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่ไขสันหลัง ซึ่งเมื่อนำข้อมูลนี้ไปปรึกษาศัลยแพทย์ประสาทเฉพาะทาง แพทย์ก็ยืนยันว่า AI วินิจฉัยได้ถูกต้องเป๊ะ

นอกจากนี้ ในชุมชนออนไลน์อย่างเว็บไซต์ Reddit ก็มีผู้คนมากมายร่วมแชร์ประสบการณ์ที่ AI ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ ยกตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งมีอาการแพ้อย่างรุนแรง ผื่นขึ้น และคอบวม แพทย์ที่ห้องฉุกเฉินคิดว่าเป็นปัญหาด้านภูมิคุ้มกันเพราะเขามีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน จึงจ่ายยาลดการอักเสบมาให้ แต่กินแล้วอาการกลับแย่ลง
เมื่อเขาลองนำผลเลือดไปให้ ChatGPT วิเคราะห์ AI ระบุชัดเจนว่า เขาเป็นโรค Hashimoto’s disease หรือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจนหันไปทำลายต่อมไทรอยด์ของตัวเอง แม้ในตอนแรกแพทย์เฉพาะทางจะไม่เชื่อ แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียด สุดท้ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนก็ต้องโทรศัพท์มายืนยันว่าเขาป่วยเป็นโรคนี้จริงตามที่ AI บอกไว้ไม่มีผิด
อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจคือ ผู้ป่วยชายคนหนึ่งที่ป่วยหนักจนต้องนอนติดเตียงถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน แพทย์หลายคนลงความเห็นว่า เขาเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส แต่เมื่อเขานำข้อสังเกตสำคัญที่ว่า “อาการจะแย่ลงเฉพาะตอนที่ลุกขึ้นยืน” ไปถาม ChatGPT
เจ้า AI ตัวนี้ก็วิเคราะห์ออกมาทันทีว่า เขาอาจมีภาวะความดันในกะโหลกศีรษะต่ำ ซึ่งเกิดจากมีรอยรั่วของน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ซึ่งต่อมาการสแกนร่างกายก็ยืนยันว่าเป็นความจริง และเขาเพิ่งได้รับการผ่าตัดรักษาจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
เคสสุดท้ายคือ ผู้ป่วยที่มีปัญหามีน้ำซึมออกมาจากแก้มเวลาเคี้ยวอาหารมานานร่วม 10 ปี แพทย์ทั่วไปไม่สามารถระบุสาเหตุได้ และได้แต่แนะนำเพียงให้ลองใช้ยาหยอดหู
แต่เมื่อเขาเล่าอาการนี้ให้ ChatGPT ฟัง พร้อมเสริมประวัติว่าเคยผ่าตัดที่คอตอนอายุ 5 ขวบ AI ก็ตอบกลับทันทีว่านี่คือ กลุ่มอาการ Frey’s Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่เส้นประสาทสมานตัวผิดพลาดหลังการผ่าตัด ทำให้แทนที่จะไปสั่งการต่อมน้ำลาย กลับไปสั่งการต่อมเหงื่อที่แก้มแทน ซึ่งอาการนี้สามารถรักษาให้หายได้ง่ายๆ ด้วยการฉีดยาระงับการทำงานของกล้ามเนื้อหรือต่อมเหงื่อบริเวณนั้น
ทำไม AI ถึงสามารถมองเห็นจุดบอดที่ระบบการแพทย์ของมนุษย์พลาดไปได้ ?
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม AI ถึงสามารถวินิจฉัยโรคที่แม้แต่ตัวหมอจริงๆ ยังหาไม่เจอได้อย่างแม่นยำ คำตอบคือ จุดแข็งของเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT คือ “ความไร้อคติและมีเวลาในการประมวลผลอย่างไม่จำกัด”

ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานอย่างหนักและมีเวลาดูประวัติคนไข้แต่ละรายค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ แพทย์แต่ละคนอาจมีแนวโน้มที่จะมองหาเฉพาะโรคที่อยู่ในความเชี่ยวชาญของตนเอง
ในขณะที่ AI มีฐานข้อมูลทางการแพทย์ครอบคลุมทุกแผนก มันจึงสามารถประมวลผลข้อมูลที่ยาวเหยียด และเชื่อมโยงจุดที่เป็นข้อสังเกตเล็กๆ ระหว่างผลเลือด ประวัติในอดีต และอาการในปัจจุบัน เพื่อค้นหารูปแบบของโรคที่มนุษย์อาจมองข้ามไปได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่เราเห็นจาก ChatGPT ทุกวันนี้คือ มันได้กลายมาเป็นเครื่องมือทีมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทั่วโลก จริงอยู่ที่ว่าทาง OpenAI จะคอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่า AI ไม่ใช่หมอ และยังมีโอกาสวิเคราะห์พลาดได้ แต่ทว่าในยามที่เรามืดแปดด้านกับอาการป่วยประหลาดๆ เจ้า AI ตัวนี้แหละที่ทำหน้าที่เป็น ‘หมอคนที่สอง’ ที่ช่วยชี้เป้าสาเหตุของโรคและทำให้เรานำข้อมูลที่ได้มาจาก AI ไปปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
