bitkub-banner

เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จผ่านการทูตอิหร่านและโอมาน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ผ่านเส้นทางสำเร็จ: เรือสัญชาติไทยได้รับการยืนยันว่าสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยในวันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ผลจากการเจรจา: ความสำเร็จเกิดจากการทูตระหว่างไทย อิหร่าน และโอมาน ผ่านช่องทางกลุ่ม BRICS เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นหลังเหตุโจมตีเรือ Mayuree Naree
  • วิกฤตระดับโลก: การเดินเรือในภูมิภาคลดลงเหลือเพียงราว 100 ลำในเดือนนี้ ดันต้นทุนพลังงานโลกและราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

ข่าวการผ่านช่องแคบของเรือไทยถือเป็นข่าวดีระดับภูมิภาคและเป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทย (ช่วยลดต้นทุนนำเข้าและดีต่อค่าเงินบาท) แต่สำหรับตลาด Bitcoin และ Cryptocurrency ข่าวนี้มีผลกระทบในระดับ เป็นกลาง (Neutral) เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมของสภาพคล่อง (Liquidity) ในระบบการเงินโลกและกราฟคริปโตมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าข่าวการเดินเรือรายประเทศ

รายงานอัปเดตสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดจากแพลตฟอร์ม X ของบัญชี BRICSinfo เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ยืนยันว่า เรือพาณิชย์ประดับธงชาติไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้อย่างปลอดภัย เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่หาได้ยาก ท่ามกลางสภาวะสงครามและการแบนเส้นทางเดินเรือที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

https://twitter.com/BRICSinfo/status/2036425478098113009?s=20

ความสำเร็จทางการทูตหลังบาดแผลจากเหตุการณ์ Mayuree Naree

การได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความสูญเสียเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ “Mayuree Naree” ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากทางการอิหร่าน ส่งผลให้มีลูกเรือสูญหาย 3 ราย และนำไปสู่การที่ทางการไทยต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ "Mayuree Naree" ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจากทางการอิหร่าน

การที่เรือไทยสามารถกลับมาเดินเรือในเส้นทางนี้ได้อีกครั้ง เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการประสานงานทางการทูตอย่างหนักแน่นระหว่างรัฐบาลไทย อิหร่าน และโอมาน ซึ่งตอกย้ำถึงความพยายามในการคลี่คลายความขัดแย้งและปกป้องชีวิตพลเรือน

ยุทธศาสตร์ BRICS กับการรักษาสมดุลขั้วอำนาจ

สิ่งที่น่าสนใจในเชิงรัฐศาสตร์คือ ประเทศไทยได้ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ BRICS ในการเจรจากับอิหร่าน (ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกที่มีอิทธิพลในกลุ่ม) การวางตัวเป็นกลางและใช้ช่องทางเจรจาผ่านเครือข่าย BRICS ช่วยให้ไทยสามารถปลดล็อกวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของตนเองได้สำเร็จ ในขณะที่เรือจากฝั่งประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ยังคงถูกบล็อกอย่างเด็ดขาดและต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านเส้นทางตอนเหนือที่สูงถึงราว 10,000,000 บาท (2 ล้านหยวน) ต่อเที่ยว

สถิติการเดินเรือร่วงหนัก กระทบการค้าน้ำมัน 20% ของโลก

ข้อมูลเชิงสถิติจากสำนักข่าว BBC สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของวิกฤตนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่านับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 มีเรือพาณิชย์เพียงประมาณ 100 ลำเท่านั้นที่สามารถฝ่าความตึงเครียดผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้

ตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจนี้ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรง เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดช็อกพอยต์ (Chokepoint) ที่รองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันทางเรือถึง 20% ของโลก การหยุดชะงักนี้เป็นปัจจัยหลักที่ดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปยืนอยู่เหนือระดับ 4,410 บาทต่อบาร์เรล (ประมาณ 126 ดอลลาร์สหรัฐ) ในปัจจุบัน

แหล่งอ้างอิง: @BRICSinfo


ผู้เขียนมองว่าในโลกของการเทรดที่อาศัยข้อมูลเชิงลึก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระดับ Macroeconomics เป็นสิ่งสำคัญมาก ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่ม BRICS มากขึ้น สำหรับสายเทรดเดอร์ การพึ่งพาข้อมูลจากฝั่งตะวันตกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จากแหล่งข่าวทางเลือก จะช่วยให้เรามองเห็น Fund Flow และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาสินทรัพย์ทั้ง คริปโต ทองคำ และค่าเงิน ได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น