bitkub-banner

หุ้น Circle ร่วงเกือบ 20% หลังมีข่าวลือสหรัฐฯ อาจแบนผลตอบแทนจาก Stablecoin

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • หุ้น Circle (CRCL) บนตลาดหุ้น NYSE ดิ่งลง 18% ในวันที่ 24 มี.ค. 2569 โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าแรงกดดันมาจากข่าวลือเรื่องสหรัฐฯ อาจออกกฎห้ามผลตอบแทน (yield) จาก Stablecoin
  • ก่อนหน้าการร่วง ราคาหุ้น CRCL อยู่ที่ $126.64 เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 มูลค่าตลาดรวม $31,300 ล้าน นับจาก IPO เมื่อ 5 มิ.ย. 2568 ที่ราคาเพียง $31 ต่อหุ้น
  • ภาคธุรกิจ Stablecoin เผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ โดยผลสำรวจของ Clear Junction ระบุว่า 47% ของบริษัทชำระเงินและโอนเงินมองว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบคืออุปสรรคใหญ่ที่สุด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ข่าวลือเรื่องกฎห้ามผลตอบแทน Stablecoin ในสหรัฐฯ กระทบความเชื่อมั่นต่อโมเดลธุรกิจของ Circle โดยตรง เพราะรายได้หลักของบริษัทมาจากดอกเบี้ยที่ได้รับจากสินทรัพย์สำรองหนุน USDC หากกฎดังกล่าวมีผลจริง อาจส่งผลกระทบต่อการใช้งาน USDC ในวงกว้างและบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin โดยรวม

หุ้นของ Circle Internet Financial ผู้ออก USDC Stablecoin ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE ภายใต้ ticker “CRCL” ร่วงลงกว่า 18% ในวันที่ 24 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Coin Bureau โดยมีรายงานระบุว่าการดิ่งลงครั้งนี้เชื่อมโยงกับข่าวลือที่รั่วออกมาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะออกกฎห้ามผลตอบแทน (yield) จาก Stablecoin ก่อนการร่วง ราคาหุ้น CRCL อยู่ที่ $126.64 ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าตลาดรวม $31,300 ล้าน ซึ่งยังถือว่าพุ่งขึ้นมาไกลมากจากราคา IPO ที่เพียง $31 ต่อหุ้น เมื่อ Circle เข้าตลาดหุ้นครั้งแรกเมื่อ 5 มิ.ย. 2568

ข่าวลือ “แบนผลตอบแทน Stablecoin” คืออะไร และทำไมถึงสั่นสะเทือน Circle

โมเดลธุรกิจหลักของ Circle คือการรับฝากเงินดอลลาร์จากผู้ใช้เพื่อออก USDC แล้วนำเงินสำรองนั้นไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์มั่นคงอื่น ๆ เพื่อรับดอกเบี้ย ดังนั้น หากสหรัฐฯ ออกกฎห้ามบริษัท Stablecoin จ่ายหรือได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำรองเหล่านี้ ก็จะกระทบรายได้หลักของบริษัทโดยตรง แม้รายละเอียดของ “ข่าวลือที่รั่วออกมา” ยังไม่ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ตลาดก็ตอบสนองด้วยการเทขายหุ้นทันที สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบมาก

ภาพรวมของภาค Stablecoin ในปัจจุบันก็ไม่ได้สดใสนัก ผลสำรวจของ Clear Junction ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 พบว่า 47% ของบริษัทชำระเงินและโอนเงินระบุว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบคืออุปสรรคการดำเนินงานที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความกังวลเรื่องกฎหมายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Circle เพียงรายเดียว

เส้นทางของ Circle จาก $31 ถึงจุดสูงสุด $263 และการปรับฐานครั้งใหญ่

Circle เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น NYSE เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2568 ที่ราคา IPO $31 ต่อหุ้น และพุ่งขึ้น 168% ในวันแรก ก่อนจะแตะจุดสูงสุดที่ $263 ถือเป็นหนึ่งใน IPO ที่โดดเด่นที่สุดในแวดวงคริปโตและฟินเทค ก่อนหน้านี้ Circle เคยพยายามเข้าตลาดหุ้นผ่านการควบรวมกับ SPAC มูลค่า $9 พันล้านในปี 2565 แต่ต้องยกเลิกในเดือนธ.ค. ปีนั้น การที่หุ้นร่วงจากจุดสูงสุดมาอยู่แถว $126 ก่อนการดิ่ง 18% สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อบริษัทกลับเริ่มสั่นคลอนเมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เป็นรูปธรรม

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาด Stablecoin ถูกกระทบอย่างหนักจากปัจจัยภายนอก ในปี 2565 การล่มสลายของ UST ของ Terra ทำให้มูลค่าตลาดรวม Stablecoin หดตัว 34% และ USDC เองก็เคยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤต Silicon Valley Bank ในเดือน มี.ค. 2566 ที่ทำให้มูลค่าตลาด USDC เกือบลดลงครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาได้

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Circle ปั๊ม USDC 750 ล้านดอลลาร์ในคืนเดียว และ ทุ่มมิ้นต์ USDC อีก 1 พันล้านดอลลาร์บน Solana ในวันเดียว ซึ่งในตอนนั้นมองกันว่าเป็นสัญญาณบวกของสภาพคล่อง แต่ตอนนี้บรรยากาศได้เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ฟลอริดาเตรียมเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่มีกฎหมาย Stablecoin ครบวงจร สะท้อนให้เห็นว่ากระแสการออกกฎระเบียบสำหรับ Stablecoin กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วประเทศ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการดิ่ง 18% ในวันเดียวจากแค่ข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน บอกอะไรเราได้มากเลย นั่นคือนักลงทุนในหุ้น Circle ตระหนักดีว่าโมเดลธุรกิจทั้งหมดของบริษัทขึ้นอยู่กับสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ อนุญาตให้ทำได้ ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีทั่วไปที่มีรายได้จากหลายช่องทาง ถ้ากฎห้ามผลตอบแทนออกมาจริง Circle ต้องหาโมเดลรายได้ใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ผู้เขียนจะจับตาต่อจากนี้คือการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือจากทีม Circle เองว่ามีจุดยืนอย่างไรต่อเรื่องนี้ ถ้ายังเงียบอยู่ ความไม่แน่นอนก็จะยังกดดันราคาหุ้นต่อไปได้อีก

ภาพจาก AI