bitkub-banner

ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงานชาติเป็นชาติแรกหลังได้รับผลกระทบปิดช่องแคบฮอร์มุซ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ภาวะฉุกเฉินชาติแรก: ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน หลังราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 105 ดอลลาร์สหรัฐ (3,675 บาท) ต่อบาร์เรล และมีน้ำมันสำรองเหลือเพียง 45 วัน
  • เงินเฟ้อพุ่งแรง: กองทุน IMF ประเมินว่าวิกฤตนี้อาจดันเงินเฟ้อฟิลิปปินส์พุ่ง 5-7% ส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้า
  • กระทบต้นทุนการขุด: ราคาพลังงานที่แพงขึ้นส่งผลลบโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟของเหมืองขุดคริปโต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

ข่าวนี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflationary Risk) ที่เกิดจากปัญหาด้านอุปทานพลังงาน (Supply Shock) เมื่อต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสภาพคล่องของสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และส่งผลลบต่อความสามารถในการทำกำไรของนักขุดในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ

ประเทศฟิลิปปินส์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ (National Energy Emergency) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 นับเป็นประเทศแรกที่ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดนี้เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จากผลกระทบของการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

วิกฤตน้ำมันแพงและปริมาณสำรองร่อยหรอ

สถานการณ์ความตึงเครียดที่ลุกลามมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลกหยุดชะงัก ประเด็นนี้สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศฟิลิปปินส์ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 98% ผ่านเส้นทางดังกล่าว

ปัจจุบัน ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศเหลือเพียงพอสำหรับการใช้งานเพียง 45 วันเท่านั้น ในขณะที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวจากช่วงก่อนเกิดวิกฤต โดยราคาน้ำมันดีเซลทะยานขึ้นไปแตะระดับ 125.60 เปโซต่อลิตร (ประมาณ 79 บาทต่อลิตร) บีบให้รัฐบาลต้องเตรียมบังคับใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิง (Fuel Rationing) และเร่งผลักดันการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เข้ามาทดแทน

ผลกระทบระดับมหภาคและแนวโน้มเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ในตลาดโลกได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 105 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,675 บาท) ต่อบาร์เรล ภายในเวลาเพียง 23 วัน ข้อมูลประเมินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า วิกฤตต้นทุนพลังงานในครั้งนี้อาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์พุ่งสูงขึ้นถึง 5-7%

นอกจากฟิลิปปินส์แล้ว ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เวียดนาม และบังกลาเทศ ก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค

แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมเหมืองขุดคริปโต

การประกาศภาวะฉุกเฉินและต้นทุนพลังงานที่พุ่งทะยาน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการขุดคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto Mining) ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจะบีบให้อัตรากำไร (Margin) ของนักขุดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตกระแสไฟฟ้า

แหล่งอ้างอิง: @coinbureau


ผู้เขียนมองว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินของฟิลิปปินส์คือสัญญาณเตือนว่า วิกฤตน้ำมันดิบที่พุ่งแตะระดับ 3,675 บาท/บาร์เรล กำลังลุกลามเป็นปัญหาเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนในเอเชีย สถานการณ์นี้จะบีบให้ธนาคารกลางต้องตรึงดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งนอกจากจะกดดันสภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin แล้ว ต้นทุนค่าไฟที่แพงขึ้นยังบีบกำไรของเหมืองขุดคริปโต (Miners) ให้ลดลง จนอาจเกิดแรงเทขายเหรียญเพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจตามมาได้