สรุปข่าว
- เวียดนามจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 7 ราย รวมถึงผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของแพลตฟอร์มคริปโต ONUS และบริษัทซื้อขายทองคำ HanaGold ในข้อหาฉ้อโกงนักลงทุนขนาดใหญ่และฟอกเงิน
- ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าสร้างโทเคน VNDC, ONUS และ HNG พร้อมสร้างปริมาณการซื้อขายปลอม บิดเบือนราคา และเผยแพร่ข้อมูลหลอกลวงนักลงทุน โดยการฉ้อโกงเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018
- แพลตฟอร์ม ONUS ที่เคยอ้างมีผู้ใช้กว่า 7 ล้านคนทั่วโลก ถูกปิดการเข้าถึงตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2026 ทำให้นักลงทุนไม่สามารถถอนเงินได้ ขณะที่หุ้น HVA ร่วงกว่า 80%
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
คดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกระดานเทรดคริปโตในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังอยู่ในสภาวะกดดัน ข่าวนี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยในตลาดเกิดใหม่ที่ยังขาดกฎระเบียบที่ชัดเจน แม้ผลกระทบต่อตลาดคริปโตในวงกว้างจะจำกัด แต่สะท้อนความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ในวงการนี้
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2026 ที่ผ่านมา ตามรายงานจาก Cointelegraph หน่วยงานสืบสวนความมั่นคงแห่งกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนาม ได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 7 ราย ที่มีความเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มคริปโต ONUS และบริษัทซื้อขายทองคำ HanaGold โดยผู้ต้องสงสัยหลักได้แก่ Vuong Le Vinh Nhan หรือ Eric Vuong อายุ 42 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ของ Digital Asset Management JSC ประธาน HVA Group และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ONUS ข้อกล่าวหาครอบคลุมทั้งการฉ้อโกงนักลงทุนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และการฟอกเงิน การสอบสวนนี้เริ่มต้นจากการที่แพลตฟอร์ม ONUS ปิดการเข้าถึงตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2026 จนทำให้ผู้ใช้งานหลายล้านคนไม่สามารถถอนเงินได้
เครือข่ายฉ้อโกงที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2018
เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่าเครือข่ายนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2018 โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้สร้างและโปรโมตโทเคนคริปโต 3 ตัว ได้แก่ VNDC, ONUS และ HNG จากนั้นนำโทเคนเหล่านี้ออกจำหน่ายให้นักลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม ONUS พร้อมเผยแพร่ข้อมูลการตลาดที่หลอกลวง นอกจากนี้ยังถูกกล่าวหาว่าทำธุรกรรมซื้อขายหลอก เพื่อสร้างอุปทานและอุปสงค์ปลอมขึ้นมา รวมถึงบงการราคาเพื่อหลอกลวงนักลงทุน การดำเนินการล่วงละเมิดนี้ถูกพรรณนาว่าเป็น “การฉ้อโกงขนาดใหญ่” ที่คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจาก Vuong Le Vinh Nhan แล้ว ผู้ถูกจับกุมยังรวมถึง Tran Quang Chien อายุ 35 ปี ในฐานะผู้ดูแลระบบเทคนิคของ ONUS และ Ngo Thi Thao อายุ 32 ปี ผู้อำนวยการของ HanaGold ซึ่งเป็นบริษัทซื้อขายทองคำที่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ครอบคลุมหลายเมืองและจังหวัด ทั้งฮานอย นครโฮจิมินห์ เกิ่นเทอ ดานัง และดักลัก และมีการเรียกตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 140 คนมาสอบสวน ระหว่างวันที่ 20 ถึง 21 มี.ค. 2026
ผลกระทบต่อนักลงทุนและตลาดหุ้น
แพลตฟอร์ม ONUS ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในชื่อ VNDC Wallet ก่อนเปิดตัวใหม่ในเดือน มี.ค. 2020 อ้างว่ามีผู้ใช้งานกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกเมื่อสิ้นปี 2025 และเกือบ 2 ล้านบัญชีภายในประเทศ ณ สิ้นปี 2021 อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2026 แพลตฟอร์มดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตื่นตระหนกเรื่องความปลอดภัยของเงินทุน เช่นเดียวกับผู้ใช้ HanaGold ที่รายงานว่าไม่สามารถถอนเงินได้ในช่วงเวลาเดียวกัน
ด้านตลาดหุ้น หุ้นของ HVA Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาด UpCOM ร่วงลงกว่า 80% หลังข่าวการจับกุมแพร่ออกไป ทั้งนี้ทางการเวียดนามได้ออกคำเตือนให้ประชาชนระวังมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสใช้เหตุการณ์นี้หลอกลวงว่าจะช่วย “ถอนเงินแทน” หรือ “กู้คืนบัญชี” ซึ่งเป็นกลโกงรูปแบบที่สองที่มักเกิดขึ้นตามหลังคดีใหญ่ในลักษณะนี้
สัญญาณการคุมเข้มคริปโตในเวียดนาม
คดีนี้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่เวียดนามเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายต่อการทุจริตในวงการคริปโต ก่อนหน้านี้ในเดือน ต.ค. 2025 นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชาวเวียดนามรายหนึ่งก็ถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกงขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสินทรัพย์ดิจิทัล AntEx เช่นกัน น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามกำลังเตรียมเปิดตัวกรอบนโยบายทดลองสำหรับกระดานเทรดคริปโตที่ดำเนินงานภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการกำลังมุ่งสู่การกำกับดูแลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงคริปโตในไทยเช่นกัน ใน คดี ACT Coin (แอ็คมี่) ที่สูญเงินกว่าพันล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาการฉ้อโกงในตลาดคริปโตเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคดี ONUS นี้น่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่ดีสำหรับนักลงทุนคริปโตในไทยและอาเซียนด้วยกัน รูปแบบการหลอกลวงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโทเคนของตัวเอง โปรโมตเกินจริง แล้วบงการราคาอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่น่าตกใจคือมันดำเนินมายาวนานถึง 8 ปี และขยายไปถึง 7 ล้านผู้ใช้ได้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือกระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างไร และนักลงทุนที่เสียหายจะได้รับเงินคืนได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนในแง่ของตลาดรวม ผลกระทบค่อนข้างจำกัดเฉพาะในประเทศเวียดนาม แต่ถ้าพูดถึงบทเรียน การลงทุนในโทเคนที่สร้างโดยกระดานเทรดเองนั้นมีความเสี่ยงสูงมากและควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนเสมอ
เครดิตภาพจาก @TechNodeGlobal
