bitkub-banner

บัตรสเตเบิลคอยน์ StraitsX ยอดพุ่ง 40 เท่าในอาเซียน ธนาคารไทยรู้ตัวหรือยังว่ากำลังถูกแทนที่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • StraitsX รายงานปริมาณธุรกรรมบัตรสเตเบิลคอยน์พุ่ง 40 เท่า และจำนวนบัตรที่ออกเพิ่ม 83 เท่า ในช่วง Q4/2567 ถึง Q4/2568 โดยร่วมกับ RedotPay ที่มียอดธุรกรรมกว่า 2.95 หมื่นล้านดอลลาร์
  • StraitsX ร่วมมือกับ Grab, Alipay+, Solana Foundation และล่าสุดกับ KBank ของไทย ผ่าน Project BLOOM เพื่อเชื่อมระบบ QR Payment ข้ามพรมแดน มีเป้าหมายเปิดใช้ Q2/2569
  • สิงคโปร์มีกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ไทยยังไม่มีกฎเกณฑ์เทียบเท่า ทำให้มีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคไทยอาจเป็นกลุ่มสุดท้ายในอาเซียนที่ได้ใช้ประโยชน์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

การเติบโตของบัตรสเตเบิลคอยน์ในอาเซียนเป็นสัญญาณขาขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับการนำคริปโตไปใช้จริงในวงกว้าง ความร่วมมือกับ Grab, Visa และธนาคารระดับภูมิภาค แสดงว่าสเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินจริง ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร

ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังวนเวียนอยู่กับกราฟราคา Bitcoin หรือถกเถียงเรื่อง Memecoin สิ่งที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังเขียนอนาคตใหม่ของระบบการเงินทั้งภูมิภาค บริษัท StraitsX จากสิงคโปร์เพิ่งรายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่าบัตรชำระเงินสเตเบิลคอยน์ของพวกเขามีปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้น 40 เท่า และจำนวนบัตรที่ออกเพิ่มขึ้น 83 เท่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 ถึงไตรมาส 4 ปี 2568 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ทฤษฎี DeFi ในกระดาษขาว แต่เป็นคนจริง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รูดบัตรซื้อกาแฟ จ่ายค่าอาหาร และโอนเงินข้ามประเทศด้วยสเตเบิลคอยน์ โดยที่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังใช้คริปโตอยู่

การชำระเงินที่ “มองไม่เห็น” คืออะไร และทำไมมันถึงเป็นเรื่องใหญ่

การชำระเงินที่
ภาพจาก AI

แนวคิดหลักที่ StraitsX กำลังผลักดันคือ “การชำระเงินที่มองไม่เห็น” (Invisible Payments) ฟังดูเหมือนศัพท์การตลาด แต่ความเป็นจริงคือ ผู้ใช้แค่รูดบัตรหรือสแกน QR Code เหมือนใช้บัตรเดบิตทั่วไป ร้านค้าก็ได้รับเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่นตามปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังคือสเตเบิลคอยน์อย่าง XSGD หรือ XUSD ทำหน้าที่เป็น “ราง” สำหรับส่งเงิน แทนที่จะผ่านระบบ SWIFT หรือเครือข่ายธนาคารแบบเดิมที่ช้าและมีค่าธรรมเนียมสูง

Kodi (BMNR) ชี้ให้เห็นว่า “ผู้ใช้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังใช้คริปโตอยู่ มันทำงานเหมือนการแตะจ่ายหรือสแกน QR ปกติ” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อุปสรรคใหญ่ที่สุดของคริปโตคือ UX ที่ซับซ้อน ต้องมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ต้องจำ seed phrase ต้องเข้าใจ gas fee แต่ StraitsX กำลังทำให้ทุกอย่างหายไป เหลือแค่ประสบการณ์ “รูดบัตรจ่ายเงิน” ที่ทุกคนคุ้นเคย

ข่าว StraitsX สเตเบิลคอยน์ปริมาณธุรกรรมพุ่ง 40 เท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพจาก Kodi (BMNR) (X)

ตัวเลขที่ธนาคารไทยควรกลัว

ตัวเลขที่ธนาคารไทยควรกลัว
ภาพจาก AI

มาดูตัวเลขให้ชัด ปริมาณธุรกรรมบัตรสเตเบิลคอยน์ของ StraitsX พุ่ง 40 เท่าในรอบ 1 ปี จำนวนบัตรที่ออกเพิ่มขึ้น 83 เท่า การเติบโตระดับนี้ไม่ใช่แค่ “โตเร็ว” แต่เป็นการระเบิดแบบที่เจ้าของตลาดเดิมมักไม่ทันตั้งตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความร่วมมือกับ RedotPay ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบัตรคริปโตที่เปิดตัวแบบไม่เป็นทางการร่วมกับ StraitsX ในช่วงปลายปี 2567 โดย RedotPay มีปริมาณธุรกรรมผ่านบัตรมากกว่า 2.95 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งมากกว่าคู่แข่ง 13 รายที่ใกล้เคียงที่สุดรวมกันถึง 4 เท่า

สิ่งที่ทำให้ StraitsX ต่างจากโปรเจกต์คริปโตทั่วไปคือพวกเขาได้รับใบอนุญาตสถาบันการชำระเงินรายใหญ่ (Major Payment Institution) จากธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เป็นสมาชิกหลักของ Visa และสเตเบิลคอยน์ XSGD กับ XUSD ปฏิบัติตามกรอบการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ของ MAS ซึ่งรวมถึงการสำรองเงินอย่างน้อย 100% และการตรวจสอบจากภายนอก พูดง่าย ๆ คือ นี่ไม่ใช่โปรเจกต์คริปโตที่จะหายไปพรุ่งนี้เช้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลก

ดังที่ BostonTrading ระบุว่า “ในงาน Davos ปีนี้ เราพูดกันว่าการนำคริปโตไปใช้จริงในวงกว้างจะเกิดขึ้นเมื่อบล็อกเชนมองไม่เห็นและคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังใช้มันอยู่ ตอนนี้ StraitsX กำลังทำให้การชำระเงินมองไม่เห็นและไร้รอยต่อ”

บัตรเครดิตและสมาร์ทโฟนแสดงกราฟคริปโต แสดงถึงการใช้บัตรสเตเบิลคอยน์ในชีวิตจริง
ภาพจาก Shjnshuke-Morph (X)

Grab, Alipay+ และ Solana ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอาเซียน

Grab, Alipay+ และ Solana ทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอาเซียน
ภาพจาก AI

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากลัวยิ่งขึ้นสำหรับธนาคารไทยคือเครือข่ายพันธมิตรของ StraitsX ที่กว้างขวาง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 StraitsX ร่วมมือกับ Grab และ Alipay+ ของ Ant International เปิดให้ผู้ใช้ Alipay+ ใน 12 ภูมิภาค สามารถชำระเงินกับร้านค้า GrabPay ในสิงคโปร์ได้ โดยใช้เทคโนโลยี Purpose Bound Money (PBM) ที่มีสเตเบิลคอยน์ทำหน้าที่ชำระเงินเบื้องหลัง ร้านค้าได้รับเงินเป็นสกุลเงินท้องถิ่นทันทีโดยไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ในเดือนพฤศจิกายน 2568 StraitsX ยังลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Grab อีกครั้ง เพื่อสำรวจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่เปิดใช้งาน Web3 โดยจะรวมกระเป๋าเงินดิจิทัลและการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์เข้ากับประสบการณ์ Grab ในชีวิตประจำวัน ลองนึกภาพ คนนั่ง Grab ในกรุงเทพฯ จ่ายค่าโดยสาร ค่าอาหาร ค่าส่งของ ทุกอย่างผ่านสเตเบิลคอยน์โดยไม่รู้ตัว

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนธันวาคม 2568 StraitsX ยังร่วมมือกับ Solana Foundation เพื่อนำ XSGD และ XUSD ขึ้นบนบล็อกเชน Solana ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องค่าธรรมเนียมต่ำและความเร็วสูง โดยมีเป้าหมายเปิดตัวช่วงต้นปี 2569 นี่หมายความว่าการชำระเงินสเตเบิลคอยน์กำลังจะเร็วขึ้น ถูกลง และเข้าถึงง่ายขึ้นไปอีก ขณะที่สเตเบิลคอยน์ของ StraitsX ประมวลผลปริมาณธุรกรรมบนเชนรวมกันไปแล้วมากกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้
ภาพจาก AI

นี่คือส่วนที่น่าตกใจที่สุด ประเทศไทยไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยสิ้นเชิง แต่กลับอยู่ในตำแหน่งที่ “เกือบจะได้” แต่ยังไม่ได้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 StraitsX ประกาศขยายเครือข่ายการชำระเงินทั่วเอเชีย โดยเริ่มเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์ ไทย ไต้หวัน และญี่ปุ่น ในส่วนของประเทศไทย StraitsX จะร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) และ Orbix Technology เพื่อพัฒนาระบบ QR Payment ข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ระหว่างระบบ QR Payment ของไทยกับกรอบ SGQR ของสิงคโปร์ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Project BLOOM ของ MAS โดยมีเป้าหมายเปิดใช้งานในไตรมาสที่ 2 ปี 2569

แต่คำถามคือ “เป้าหมาย” กับ “ความเป็นจริง” จะตรงกันหรือไม่ ขณะที่สิงคโปร์มีกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่ชัดเจนตั้งแต่สิงหาคม 2566 ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่เปิดทางให้สเตเบิลคอยน์ถูกใช้เป็น “ราง” การชำระเงินในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มรูปแบบ PromptPay ของเราทำงานได้ดีสำหรับการโอนเงินภายในประเทศ แต่เมื่อพูดถึงการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ต้นทุนต่ำและรวดเร็ว เราก็ยังห่างไกลจากสิ่งที่สเตเบิลคอยน์สามารถทำได้

Signal Feed ตั้งข้อสังเกตว่า “การชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์กำลังกลืนกินตลาดการชำระเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเงียบ ๆ และคนส่วนใหญ่ยังไม่ทันสังเกต” ตัวเลขของ StraitsX ควรทำให้ผู้เล่นในระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมทุกรายต้องประหม่า

ธนบัตรและเหรียญสกุลเงินเอเชีย แสดงถึงระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่กำลังถูกท้าทาย
ภาพจาก thecryptoworld (X)

ทำไมธนาคารไทยถึง “ไม่รู้ตัว” ว่ากำลังถูกแทนที่

ทำไมธนาคารไทยถึง
ภาพจาก AI

ปัญหาของธนาคารไทยไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เก่ง PromptPay เป็นหนึ่งในระบบโอนเงินทันทีที่ดีที่สุดในโลก แต่ปัญหาคือพวกเขามองแค่ “ภายในประเทศ” ขณะที่สเตเบิลคอยน์กำลังเปลี่ยนเกม “ข้ามพรมแดน” ทั้งหมด

ลองนึกภาพแรงงานไทยในสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ต้องส่งเงินกลับบ้าน ระบบเดิมผ่านธนาคารหรือร้านรับโอนเงินคิดค่าธรรมเนียม 3-7% ใช้เวลา 1-3 วัน แต่ถ้าเงินส่งผ่านสเตเบิลคอยน์ ค่าธรรมเนียมเกือบเป็นศูนย์ เสร็จในไม่กี่วินาที และฝั่งผู้รับก็ได้เงินบาทเข้าบัญชีทันทีโดยไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่ามีสเตเบิลคอยน์อยู่ตรงกลาง

ChartSageAI_agent ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขณะที่ทุกคนจับตามอง Memecoin พุ่ง สิงคโปร์เพิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสเตเบิลคอยน์กำลังกลืนกินการชำระเงินแบบดั้งเดิม StraitsX มีปริมาณธุรกรรมเพิ่ม 40 เท่าและบัตรที่ออกเพิ่ม 83 เท่าในปีเดียว เมื่อการชำระเงินด้วยคริปโตมองไม่เห็นสำหรับผู้ใช้ นั่นคือตอนที่คุณรู้ว่ามันชนะแล้ว”

ธนาคารไทยอาจมองว่าสเตเบิลคอยน์เป็นแค่ “คริปโต” ที่ไม่เกี่ยวกับพวกเขา แต่ความจริงคือ StraitsX ที่เป็นสมาชิกหลักของ Visa ได้รับเงินลงทุน 10 ล้านดอลลาร์จาก UQPAY ได้รับการสนับสนุนจาก NTT DOCOMO ของญี่ปุ่น และร่วมงานกับ Grab ที่มีผู้ใช้หลายร้อยล้านคนทั่วอาเซียน ไม่ใช่คริปโตโปรเจกต์ขนาดเล็กอีกต่อไป แต่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับระบบการชำระเงินที่ธนาคารไทยพึ่งพามาตลอด

คำถามสำคัญ หน่วยงานกำกับดูแลไทยจะเปิดทางหรือกั้นกำแพง

คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีนี้จะมาถึงประเทศไทยหรือไม่ เพราะมันกำลังมาอยู่แล้วผ่านโครงการ Project BLOOM และความร่วมมือกับ KBank คำถามคือ หน่วยงานกำกับดูแลไทย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ก.ล.ต. จะเปิดทางให้สเตเบิลคอยน์ที่ได้มาตรฐานสากลเข้ามาทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินได้หรือไม่

สิงคโปร์มีกรอบ SCS Framework สำหรับสเตเบิลคอยน์ตั้งแต่สิงหาคม 2566 กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่าสเตเบิลคอยน์ที่จะออกในสิงคโปร์ต้องมีสำรองเงิน 100% ต้องมีการตรวจสอบจากภายนอก และต้องผูกกับสกุลเงินที่มั่นคง กรอบนี้ทำให้ StraitsX สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทั้งธนาคาร ร้านค้า และผู้ใช้ทั่วไปไว้วางใจได้ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่เทียบเท่า

ถ้าไทยเลือกที่จะ “รอดู” ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากอุตสาหกรรม e-commerce เมื่อ 15 ปีก่อน ที่ธุรกิจไทยปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้ามาครองตลาดจนเกือบทั้งหมด เพราะกว่าจะตื่นก็สายเกินไป 0xOzymandias วิเคราะห์ว่า “นี่คือการนำไปใช้จริง สูตรคือ ราง compliance + เครือข่ายบัตร ทำให้สเตเบิลคอยน์หายไปจากสายตา UX ของคริปโตกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ” และเมื่อคริปโต “น่าเบื่อ” นั่นแหละคือตอนที่มันชนะ


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ StraitsX เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับระบบการเงินไทยในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะตัวเลข 40 เท่าหรือ 83 เท่า แม้จะน่าทึ่ง แต่เพราะ “วิธี” ที่พวกเขาเติบโต

ผมไม่ได้กังวลเรื่อง Bitcoin ราคาขึ้นหรือลง หรือ Memecoin จะพาใครรวยหรือจน สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ คือการที่คนในประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังใช้ระบบการชำระเงินที่เร็วกว่า ถูกกว่า และสะดวกกว่า โดยมีสเตเบิลคอยน์ทำงานอยู่เบื้องหลัง แล้วพวกเขาไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำว่ามันคือคริปโต

PromptPay เก่งมากสำหรับคนไทยโอนเงินหากัน แต่พอเราต้องจ่ายเงินให้คนสิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย PromptPay ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ขณะที่ StraitsX กำลังสร้าง “ราง” ที่เชื่อมต่อทุกประเทศในอาเซียนเข้าด้วยกัน โดยมี Grab เป็นหน้าร้าน Visa เป็นเครือข่าย และสเตเบิลคอยน์เป็นเครื่องยนต์

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง “ถ้า” อีกต่อไป KBank ก็ร่วมมือกับ StraitsX แล้ว Project BLOOM ก็กำลังเดินหน้าอยู่ สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ธปท. และ ก.ล.ต. เร่งสร้างกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่ชัดเจนเหมือนสิงคโปร์ ไม่ใช่เพื่อ “เปิดเสรี” อย่างไร้ขอบเขต แต่เพื่อให้ผู้บริโภคไทยไม่ต้องเป็นกลุ่มสุดท้ายในอาเซียนที่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่คนรอบข้างใช้กันไปแล้ว

คริปโตจะเข้ามามีบทบาทในโลกการชำระเงิน ไม่ใช่ในฐานะ “เหรียญ” ที่ต้องเก็งกำไร แต่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำ

ภาพจาก AI