bitkub-banner

Kiyosaki แนะสะสม Bitcoin-ทองคำ-เงิน ชี้นโยบายการเงินปี 1974 ต้นเหตุเงินเฟ้อวันนี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robert Kiyosaki โพสต์บน X ชี้การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 รวมถึงกฎหมาย ERISA ปี 1974 ที่เปลี่ยนระบบบำนาญ เป็นต้นตอของเงินเฟ้อและปัญหาวิกฤตเกษียณอายุในปัจจุบัน
  • เขาเตือนว่าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์หลายล้านคนอาจไม่มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณ เนื่องจากระบบสวัสดิการของรัฐและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
  • Kiyosaki ยังคงแนะนำให้สะสม Bitcoin, ทองคำ และเงิน ในฐานะ “เงินจริง” เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยมองว่าหากตลาดล่มสลายจะยิ่งหนุนราคา BTC ขึ้นไปอีก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

มุมมองของ Kiyosaki เป็นจุดยืนที่เขาแสดงซ้ำอย่างสม่ำเสมอมาหลายปีแล้ว ไม่มีปัจจัยใหม่ที่จะผลักดันราคาโดยตรง อย่างไรก็ตามในบริบทที่ตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เสียงเตือนเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนที่มองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้บ้าง

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือขายดี “พ่อรวยสอนลูก” ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยย้ำเตือนถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เขามองว่าสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ช่วงต้นทศวรรษ 1970 เขาชี้ว่าปี 1974 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤตเกษียณอายุในปัจจุบัน พร้อมแนะนำให้ประชาชนสะสม Bitcoin, ทองคำ และเงิน ในฐานะ “เงินจริง” ขณะที่เตือนว่าหากตลาดเกิดการล่มสลายครั้งใหญ่ ราคา BTC อาจพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ณ ขณะนี้ Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $67,385

https://x.com/Cointelegraph/status/2040859638892048484

ปี 1974 และรากเหง้าของปัญหาการเงินที่ Kiyosaki กล่าวถึง

Kiyosaki ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญสองเรื่องในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ได้วางรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เรื่องแรกคือการที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 2514 ซึ่งเรียกกันว่า “Nixon Shock” นำไปสู่ยุคที่ดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นสกุลเงินที่ผูกกับน้ำมันหรือที่เรียกว่า “ปิโตรดอลลาร์” แทน เรื่องที่สองคือกฎหมาย ERISA (Employee Retirement Income Security Act) ที่ผ่านในปี 2517 ซึ่งเปลี่ยนระบบบำนาญของอเมริกาจากแผนที่รับประกันรายได้ตลอดชีวิตมาเป็นแผนที่อิงการออมส่วนตัวอย่าง 401(k), RRSP และ IRA แทน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ความรับผิดชอบด้านการเกษียณอายุตกอยู่บนไหล่ของพนักงานแต่ละคนมากขึ้น แทนที่จะเป็นนายจ้างหรือรัฐบาลที่รับประกันรายได้หลังเกษียณ Kiyosaki เตือนว่าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์หลายล้านคนที่ใกล้เกษียณอายุจะพบว่าตนเองไม่มีรายได้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับเงินเฟ้อที่กัดกร่อนมูลค่าของเงินออมและความไม่แน่นอนของระบบประกันสังคม

Bitcoin คือทางออกที่ Kiyosaki มองเห็น แต่ต้องชั่งน้ำหนักด้วย

ตามมุมมองของ Kiyosaki เงินดอลลาร์ที่ไม่มีทองคำหนุนหลังคือ “เงินปลอม” ที่รัฐบาลสามารถพิมพ์ออกมาได้ไม่จำกัด ทำให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลงเรื่อยๆ เขาจึงแนะนำให้ถือ Bitcoin, ทองคำ และเงิน ในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ นอกจากนี้เขายังมองว่าหากเกิดการล่มสลายของตลาดครั้งใหญ่ อาจเป็นตัวเร่งให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ควรบันทึกไว้ด้วยว่า Kiyosaki มีประวัติการคาดการณ์วิกฤตเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2554 และหลายครั้งก็ไม่เป็นไปตามที่คาด เช่น การพยากรณ์ตลาดหุ้นล่มในปี 2559 ที่ดัชนี S&P 500 กลับเพิ่มขึ้นถึง 9.5% แทน

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า พ่อรวยสอนลูกชี้ทองคำพุ่งแรงเป็นสัญญาณบวก เตรียมดัน Bitcoin ทะยานรับเป้า $250,000 และก่อนหน้านั้น Kiyosaki ยันซื้อ Bitcoin ต่อแม้ร่วงแตะ $67,000 ชี้ 2 เหตุผลสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจุดยืนของเขาในเรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความเห็นของ Kiyosaki รอบนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก เขาพูดเรื่องเดิมในมุมที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือบริบทรอบข้างในปัจจุบัน ทั้งความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และสัญญาณเงินเฟ้อที่ยังไม่หายไปไหน ทำให้คำเตือนของเขาดูมีน้ำหนักขึ้นในสายตาของคนบางกลุ่ม สิ่งที่น่าจับตาดูต่อจากนี้คือว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับเสียงเตือนเหล่านี้แค่ไหน และ Bitcoin จะสามารถรักษาบทบาท “สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง” ได้จริงหรือไม่เมื่อถึงเวลาที่ตลาดผันผวนหนัก

ที่มา: @Cointelegraph

เครดิตภาพจาก @Faggoaql