bitkub-banner

มหาเศรษฐีคริปโตแห่ซื้อบังเกอร์เก็บ Bitcoin หนีสงครามโลก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กลุ่มมหาเศรษฐีคริปโตและผู้นำวงการเทคฯ ระดับโลก กำลังทุ่มเงินมหาศาลซื้อบังเกอร์ใต้ดินสุดหรู เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตการณ์ใหญ่
  • เมื่อระบบธนาคารเสี่ยงล่มสลาย Bitcoin จะกลายเป็นสินทรัพย์กระจายศูนย์ที่คนรวยเลือกใช้เป็นทางรอด โดยมีการสร้างบังเกอร์ลับใต้ภูเขาแอลป์เพื่อเก็บรักษา Private Key โดยเฉพาะ
  • คลังเก็บ Bitcoin ของ Xapo Bank ใช้ทั้ง Faraday Cage กันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเทคโนโลยี MPC แบ่งรหัสผ่าน เพื่อป้องกันการแฮ็กและการโจมตีทุกรูปแบบ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

มหาเศรษฐีระดับโลกกำลังทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อบังเกอร์ใต้ดินสุดหรูเพื่อเตรียมรับมือวิกฤตวันสิ้นโลก จนดันให้ธุรกิจนี้โตทะลุหลักพันล้านดอลลาร์ เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่แค่หาที่หลบภัย แต่คือการสร้างป้อมปราการความปลอดภัยสูงสุดเพื่อเก็บซ่อน Bitcoin สินทรัพย์ที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางรอดเดียวในวันที่ระบบการเงินล่มสลาย 

หากพูดถึงวันสิ้นโลกหรือวิกฤตที่ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานล่มสลาย หลายคนอาจนึกถึงฉากในหนังฟอร์มยักษ์ แต่ในโลกความเป็นจริงสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีระดับโลก และผู้นำวงการเทคฯ พวกเขาไม่ได้แค่คิด แต่พวกเขาลงมือทำด้วยการเตรียมทางรอดไว้เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันเราจึงเห็นเทรนด์การลงทุนรูปแบบใหม่ที่ผสานระหว่าง “อสังหาริมทรัพย์เพื่อความอยู่รอด” และ “การเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล” เข้าด้วยกัน 

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า ทำไมกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงถึงยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างบังเกอร์ใต้ดิน และเหตุใด Bitcoin จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่พวกเขาเลือกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

ตลาดบังเกอร์ใต้ดิน: ธุรกิจพันล้านที่เติบโตในยุคสงคราม

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และวิกฤตโรคระบาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้ความต้องการที่พักพิงระดับปลอดภัยสูงสุดพุ่งทะยานขึ้น

ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Spherical Insights ชี้ให้เห็นว่า ตลาดบังเกอร์ใต้ดินมีมูลค่าสูงถึง 3.07 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2024 และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 9.49 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2035

ที่มา:sphericalinsights

Douglas Rushkoff นักทฤษฎีและนักเขียน ได้เปิดเผยในหนังสือ Survival of the Richest ว่า กลุ่มผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับสูงกำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “The Event” ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของอารยธรรม เช่น สงครามไซเบอร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ Survival Condo ในรัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการนำไซโลเก็บขีปนาวุธเก่ามาดัดแปลงเป็นที่พักอาศัยใต้ดินสุดหรู ลึกลงไป 200 ฟุต พร้อมกำแพงคอนกรีตหนา 9 ฟุต โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนถึงโรงภาพยนตร์ 

Survival Condo ที่มาภาพ: semafor

และที่สำคัญคือ มีระบบยังชีพที่พึ่งพาตัวเองได้ ทั้งระบบกรองน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากกังหันลมและเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตต่อไปได้แม้โลกภายนอกจะหยุดชะงัก

ทำไม Bitcoin ถึงเป็นทางรอดเดียวในพอร์ตการลงทุนยุคใหม่

เมื่อเกิดวิกฤต คำถามสำคัญคือ “เราจะรักษามูลค่าทรัพย์สินที่เราสั่งสมมาทั้งชีวิตได้อย่างไร หากระบบธนาคารแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้?”

คำตอบของมหาเศรษฐีจำนวนมากคือ Bitcoin เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานบนระบบกระจายศูนย์หรือ “Decentralized” ไร้ตัวกลาง ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล หรือธนาคารกลางใดๆ แต่ความท้าทายคือ จะเก็บรักษา Private Key ซึ่งเป็นรหัสผ่านสำหรับเข้าถึง Bitcoin อย่างไรให้ปลอดภัยจากการถูกแฮ็กหรือภัยพิบัติ

นี่จึงเป็นที่มาของการให้บริการเก็บรักษา Bitcoin ระดับอภิมหาโปรเจกต์ อย่างเช่นที่ Xapo Bank ได้สร้างคลังเก็บ Bitcoin เอาไว้ในบังเกอร์ทหารเก่าลึกลงไปใต้ภูเขาแอลป์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

ทางเข้าสู่บังเกอร์ที่เก็บ Bitcoin ที่มาภาพ : Wong/Quartz

สถานที่แห่งนี้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดสูงสุดในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ระบบป้องกันภัยทางกายภาพที่ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อแรงระเบิดและการโจมตีทางทหาร ไปจนถึงเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่ตรวจจับชีพจรเพื่อป้องกันการใช้ลายนิ้วมือปลอม 

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้ง Faraday Cage เพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMP) ที่อาจเกิดจากอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือพายุสุริยะ ซึ่งคลื่นเหล่านี้มีอานุภาพทำลายล้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสามารถลบข้อมูลดิจิทัลให้หายไปได้ในพริบตา 

ที่มาภาพ : Wong/Quartz

ส่วนในด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บแบบออฟไลน์โดยสมบูรณ์ พร้อมกับใช้เทคโนโลยี Multi-Party Computation (MPC) ในการแบ่งรหัสผ่านออกเป็นหลาย ๆ ส่วนและกระจายเก็บไว้ เพื่อตัดความเสี่ยงจากการพังทลายของระบบที่จุดใดจุดหนึ่ง

การบริหารความเสี่ยงในยุคที่โลกไม่แน่นอน

แม้ว่าการกว้านซื้อบังเกอร์หรูหรือการเช่าห้องนิรภัยใต้ภูเขาแอลป์จะดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ แต่แก่นแท้ของเทรนด์นี้คือ บทเรียนสำคัญเรื่องการบริหารความเสี่ยงและการกระจายการลงทุน

เหล่ามหาเศรษฐีไม่ได้ทุ่มเงินสร้างบังเกอร์เก็บ Bitcoin เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าโลกจะแตกสลายในวันพรุ่งนี้ แต่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเพราะไม่ต้องการประมาทกับความไม่แน่นอนของอนาคต

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่หรือไม่ การเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอคือ สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด และเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน


มุมมองผู้เขียน: สำหรับคนทั่วไป การสร้างบังเกอร์ในชีวิตจริงอาจไม่ได้หมายถึงการต้องไปขุดดินสร้างห้องนิรภัย แต่คือการสร้างเกราะป้องกันทางการเงินและการใช้ชีวิต เริ่มต้นจากการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอสำหรับ 6 – 12 เดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยไม่นำเงินทั้งหมดไปกระจุกไว้ในสินทรัพย์ประเภทเดียว

ที่มา:sphericalinsights, penguinrandomhouse, survivalcondo,wikipedia,digwatch, xapobank