สรุปข่าว
- ถึงองค์กรชั้นนำกว่า 97% จะนำ AI Agent มาใช้และทุ่มงบกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่มีบริษัทเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 เท่านั้นที่สามารถสร้างผลกำไรจากเทคโนโลยีนี้ได้จริง
- พนักงานกว่า 1 ใน 4 แอบนำความลับบริษัทไปป้อนให้ AI ขณะที่บริษัทกว่า 35% ยอมรับว่าไม่มีระบบควบคุมหรือหาก AI Agent ทำงานผิดพลาด
- ผู้บริหาร 75% ยอมรับว่าการประกาศใช้ AI เป็นไปเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยมากกว่าการแก้ปัญหาจริง ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าในองค์กรและความผิดหวัง
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ในปี 2026 อุตสาหกรรม AI กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้า เมื่อผลสำรวจเผยให้เห็นว่าการลงทุนมหาศาลใน AI Agent ไม่ได้สร้างผลกำไรตามที่คาดหวัง โดยมีเพียง 29% ขององค์กรเท่านั้นที่ทำเงินได้จริง ท่ามกลางต้นทุนการใช้โทเคนที่สูงลิ่วและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่พนักงาน 25% นำความลับบริษัทไปใช้กับเครื่องมือที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ที่พบคือการขาดการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยหลายบริษัทไม่สามารถควบคุมหรือหยุดการทำงานของ AI ได้หากเกิดความผิดพลาด บทสรุปในปีนี้จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการเห่อตามกระแสเพื่อภาพลักษณ์ ไปสู่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงและการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่งบประมาณจะบานปลายจนทำให้องค์กรล่มจม
ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทจำนวนมากต่างได้กรูเข้ามาในโลกของ AI กันอย่างแน่นขนัดและได้มีการนำ “AI Agent” มาเปิดตัวสู่สาธารณะหรือใช้งานภายในบริษัทเป็นจำนวนมาก แต่มาในวันนี้ข้อมูลกลับเผยว่าสิ่งที่เคยเป็นดาวรุ่งในอดีตกลับกำลังอาจจะถึงขั้นมอดดับในปี 2026
ผู้บริหารกลัวตกรถ AI
รายงานเปิดเผยว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา บริษัทหัวแถวชั้นนำทางธุรกิจกว่า 97% ได้มีการเข็น AI Agent ออกมาใช้งาน โดยพนักงานถึง 52 เปอร์เซ็นต์มีการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว ทว่ากลับมีผู้บริหารไม่ถึง 3 ใน 10 คนที่มองเห็นผลประโยชน์ทางการเงินที่จับต้องได้จริงจากการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีราคาแพงนี้
การปรับตัวอย่างเร่งรีบได้ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่ไม่สัมพันธ์กันระหว่างเงินลงทุนที่เสียไปกับรายรับหรือประสิทธิผลที่เกิดขึ้น โดยผู้บริหารชั้นนำกว่า 54% ออกมายอมรับว่า ความพยายามก้าวทันโลกกำลังทำให้องค์กรแตกแยกถึงขั้นล่มจม
Kevin McGrath ผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ AI Meibel กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในวงการ AI ในขณะนี้คือ การที่บริษัทมีความเชื่อที่ว่าทุกกระบวนการในระบบบริษัทจำเป็นที่จะต้องนำไปรันใน AI ที่สุดแสนจะแพง และคอยผลาญโทเคนอย่างสิ้นเปลือง
AI กำลังกัดกินบริษัท
อ้างอิงจากผลสำรวจของแพลตฟอร์ม WRITER จากความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง 1,200 คน และพนักงานอีก 1,200 คน พบว่า 79% ของบริษัทต่าง ๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการนำ AI มาใช้งานจริง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับปี 2025 โดยสถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นทั้งที่บริษัทกว่า 59% ยอมทุ่มงบประมาณมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปีไปกับเทคโนโลยี AI
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นเลยก็คือ 2 ใน 3 ของผู้บริหารเชื่อมั่นว่าบริษัทที่พวกเขาดูแลอยู่อาจมีข้อมูลรั่วไหลหลุดออกไปแล้วจากการที่พนักงานในบริษัทได้ทำการใช้เครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับการอนุญาต ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ากังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่จริงเพราะข้อมูลยังเผยอีกว่า 25% ของพนักงานกำลังเอาความลับบริษัทไปป้อนให้กับ AI
รายงานยังเจาะลึกให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ยิ่งน่ากุมขมับ โดยระบุว่าบริษัทกว่า 36% ไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการกำกับดูแลเอเจนท์ AI ของตนเอง ส่วนอีก 35% ยอมรับว่าพวกเขาไม่สามารถสั่งปิด AI Agent ได้หากมันเริ่มออกนอกลู่นอกทาง
Deep Shah วิศวกรซอฟต์แวร์จาก Google อธิบายว่าในการนำ AI มาใช้งานในวงกว้างบริษัทจะต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายขั้นตอน เช่น การต้องสนับสนุนเงินทุนจำนวนมากต่อเนื่อง เพราะถ้าหากใช้ระบบที่ออกแบบมาไม่ดีก็เสี่ยงที่จะเป็นการเผาเงินเปล่ามากกว่าช่วยประหยัดเงิน
นั่นจึงทำให้มีเพียง 29% ขององค์กรเท่านั้นที่ยังพอจะสามารถหากผลกำไรได้จากการใช้งาน generative AI และน้อยไปกว่านั้นมีเพียง 23% เท่านั้นที่สร้างผลกำไรได้จาก AI agent แม้พนักงานจะใช้ AI จะใช้เครื่องมือไม่ต่ำกว่าวันละ 30 นาที
AI มีไว้แค่โชว์
นอกเหนือจากเรื่องของปัจจัยทางเทคนิคแล้ว 75% ของผู้บริหารยอมรับว่ากลยุทธ์ด้าน AI ของบริษัทถูกจัดทำขึ้นเพื่อ “หาเรื่องอวด” มากกว่าจะเป็นการทำแนวทางพัฒนาเพื่อพนักงานจริง
48% ของบริษัทที่ร่วมวิจัยได้ระบุว่าการเปิดรับการใช้ AI เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมากขณะที่ 39% ของบริษัท ไม่มีแผนงานจริงจังที่จะสร้างรายได้จากเครื่องมือ AI และบรรดาผู้บริหารก็ต่างเป็นกังวลเป็นอย่างมากที่จะถูกเด้งออกจากงานหากพวกเขาไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะนำบริษัทให้พ้นช่วงเปลี่ยนผ่านอันรุนแรงนี้ได้
สรุป
โดยสรุปแล้ว ปี 2026 จะเป็นปีสำคัญในการทดสอบเทคโนโลยี AI ที่เรากำลังจะก้าวออกจากยุค “เห่อของใหม่” และกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความอ่อนล้า เพราะทุกฝ่ายต่างสูญเงินกันไปมหาศาลกับ AI Agent แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง กว่าจะฟื้นตัวก็คงต้องอาจใช้เวลาอีกสักระยะ
ดังนั้นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามในตอนนี้ไม่ใช่ว่า AI จะมีศักยภาพพอที่จะนำมาใช้ทำงานได้หรือไม่ แต่เป็นการถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้บริษัทสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแทนโดยไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาด
ที่มา: Cryptopolitan
มุมมองผู้เขียน : ต้องยอมรับเลยว่าปี 2025-2026 นั้นเป็นปีของ AI Boom ที่ไม่ว่าอะไรก็ต้องมี AI เข้ามาแทรกเพื่อที่จะได้ไม่ดูล้าหลังและสามารถดึงดูดเงินนักลงทุนได้ ยกตัวอย่างเช่น Allbirds ผู้ผลิตรองเท้าอยู่ดีๆ ก็หันมาร่วมวงทำธุรกิจ AI เฉย บทความนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าอะไรที่ทำโดยครึ่งๆกลางๆเพื่อหวังจับกระแส สุดท้ายแล้วก็จะไม่ยั่งยืนเหลือไว้แต่ธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้ AI จริงๆ หรือองค์กรที่มีความสามารถพอที่จะนำ AI มาใช้งานได้เท่านั้น
