สรุปข่าว
- ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ตัวแทนเหยื่อกว่า 1,000 ราย ยื่นหลักฐานต่อกองบริหารคดีพิเศษ เพื่อเร่งรัดคดีหลอกลงทุนคริปโตฯ มูลค่าความเสียหาย 1,386 ล้านบาท
- มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญจากฝั่งผู้เสียหายว่า ในช่วงที่ตำรวจ บก.ปอศ. บุกกวาดล้างเครือข่าย ฝั่งผู้ต้องหาได้เสนอสินบนถึง 50 ล้านบาทเพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุม
- หวังว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการเร่งรัดขอออกหมายแดง เพื่อตามล่าตัวผู้ต้องหากลับมารับโทษตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมกลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินคดีหลอกลวงลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีเหรียญ ACT ที่มีความเกี่ยวข้องกับ นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ แอ็คมี่ ซึ่งสร้างความเสียหายรวมมูลค่ากว่าพันล้านบาท โดยทาง DSI ได้รับเรื่องแล้ว ซึ่งหลังจากนี้กองบริหารคดีพิเศษจะเร่งประมวลข้อมูลเพื่อเสนออธิบดีพิจารณาสั่งการต่อไป
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมด้วยเก่ง สุเชษฐ์ ผู้ช่วยได้นำตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายเข้ายื่นหนังสือและหลักฐานต่อ น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีหลอกลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งมีนายวรวัฒน์ หรือ “แอ็คมี่” นักธุรกิจชื่อดังเป็นผู้ต้องหาหลัก โดยเบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1,386 ล้านบาท จากกลุ่มผู้ลงทุนราว 1,000 ราย
นายแทนคุณ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากกรณีการถูกนายแอ็คมี่ วรวัฒน์ หลอกให้ลงทุนในเหรียญคริปโต ACT แพลตฟอร์ม WOWBIT และ1000X.live รวมถึงโปรเจกต์ BUYBACK ซึ่งมีผู้เข้าแจ้งความจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายแล้วกว่า 100 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงระดับพันล้านบาท จึงเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ ส่งผลให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ส่งเรื่องให้ดีเอสไอรับไปดำเนินการต่อ วันนี้ตนกับกลุ่มผู้เสียหายจึงได้มาติดตามคดี พร้อมมอบข้อมูลเพิ่มเติมให้กับดีเอสไอ เพื่อใช้ในการสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลใกล้ชิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ในการเข้าพบครั้งนี้ทางผู้เสียหายได้ยื่นข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ อันประกอบด้วย :
- เร่งรัดติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย
- ขยายผลการตรวจสอบไปยังบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศ
- ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดโดยทันทีเพื่อเตรียมนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหาย เนื่องจากพบหลักฐานเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และเริ่มมีสัญญาณการแปรสภาพทรัพย์สินหลบหนีแล้ว
นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า พวกเราขอเรียกร้องให้ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินคดีกับนายแอ็คมี่ วรวัฒน์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกหมายแดง เพื่อหยุดยั้งการกระทำความผิดและป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้าง เนื่องจากแม้ผู้ต้องหาจะอยู่ระหว่างหลบหนีและพำนักอยู่ที่ดูไบ แต่ยังคงมีพฤติการณ์ไลฟ์สดชักชวนประชาชนลงทุนในเหรียญ ACT อย่างต่อเนื่อง โดยมีการกล่าวอ้างความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อมูลชวนอึ้งจากฝั่งผู้เสียหายว่า ในระหว่างที่ตำรวจ บก.ปอศ. เปิดปฏิบัติการบุกกวาดล้างเครือข่ายนี้ ทางฝั่งผู้ต้องหาได้พยายามเสนอสินบนมูลค่าถึง 50 ล้านบาทเพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุม แต่เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเก็บหลักฐานการติดสินบนไว้ทั้งหมดแล้ว
สำหรับแนวทางทางกฎหมายหลังจากนี้ ดีเอสไอจะพิจารณารวมสำนวนจากผู้เสียหายทั่วประเทศ โดยฐานความผิดหลักครอบคลุมทั้ง พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ, ฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานที่สามารถขยายผลยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินได้ ขณะที่ตัวแทนผู้เสียหายได้อธิบายเสริมว่า ตัวเลขเหยื่อ 1,000 คนนั้น ประเมินจากยอดผู้ถือครองเหรียญในแพลตฟอร์ม ซึ่งในความเป็นจริงยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังลังเลและหวาดกลัวจนไม่กล้าออกมาแจ้งความดำเนินคดี
ที่มา: ข่าวสด

