bitkub-banner

งานวิจัยใหม่ Cambridge เปิดโผอาชีพที่ มนุษย์ยังเหนือกว่า AI แทนที่ไม่ได้ 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge พบว่าอาชีพแฮ็กเกอร์จะยังไม่ถูก AI แย่งงานเพราะสายงานนี้ไม่ไว้วางใจให้ AI เขียนโค้ดโจมตีระบบที่ซับซ้อน
  • รายงานมีการเปิดโปงว่า AI สายมืดที่เคยเป็นข่าวแท้จริงแล้วเป็นเพียงการนำ ChatGPT มาดัดแปลงเพื่อหลอกขายกันเองในหมู่มิจฉาชีพ
  • ในความเป็นจริงแล้ว AI เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าอาชญากรรมในระดับล่างเท่านั้น เช่น สแปมหรือทำภาพเปลือยราคาถูก ซึ่งเป็นธุรกิจที่เน้นปริมาณมากกว่าความซับซ้อน

แนวโน้มผลกระทบ : Neutral

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Cambridge ได้หักล้างความเชื่อที่ว่า AI จะสร้าง ซูเปอร์แฮ็กเกอร์ โดยระบุว่าอาชญากรไซเบอร์ที่มีทักษะสูงยังคงเป็นอาชีพที่ AI เข้ามาแทนที่ได้ยาก เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของโค้ดและการกัดกร่อนทักษะของตนเองหากพึ่งพา AI มากเกินไป อย่างไรก็ตาม AI ได้เข้ามาส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในกลุ่มอาชญากรระดับล่างที่เน้นการทำสแปม, การต้มตุ๋น ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจมืดแบบเดิมที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ โดยนักวิจัยชี้ว่าภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ความเก่งของ AI แต่เป็นการที่บุคลากรสายเทคฯ ตกงานแล้วหันเข้าสู่โลกใต้ดินแทนต่างหาก

งานวิจัยล่าสุดนำโดยทีมงานจากมหาวิทยาลัย Cambridge เปิดเผยว่า หนึ่งในอาชีพที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นอาชีพ “อาชญากรไซเบอร์” หรือพูดกันง่ายๆ ก็คือแฮ็กเกอร์ไม่ว่าจะใส่หมวกสีอะไร

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์, รัฐบาล และ บริษัท AI ต่างได้ออกมาเตือนว่าการมาถึงของ AI จะทำให้แฮกเกอร์ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมและกลายเป็น ซูเปอร์แฮ็กเกอร์ แต่งานวิจัยใหม่กลับระบุว่า แฮ็กเกอร์เหล่านี้กลับใช้ AI ในการทำสแปม และสร้างภาพโป๊เปลือยขึ้นมาเอาสนุกอย่างเดียว

AI ในโลกใต้ดิน

งานวิจัยดังกล่าวมีชื่อว่า Stand-Alone Complex or Vibercrime? ซึ่งถูกตีพิมพ์โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge ร่วมกับมหาลัยฯ อื่น โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจการใช้งาน AI ของโลกใต้ดินตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่บริษัทกล่าวอ้าง

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์เว็บบอร์ดจำนวน 97,895 กระทู้ ที่ถูกโพสต์หลังจาก ChatGPT เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2022 โดยดึงข้อมูลมาจากชุดข้อมูล CrimeBB ของศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเว็บบอร์ดใต้ดินและดาร์กเว็บ

พวกเขาได้ใช้วิธีการสร้างแบบจำลองหัวข้อ, อ่านกระทู้ด้วยตัวเองมากกว่า 3,200 รายการ และใช้วิธีการฝังตัวเพื่อศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มคนในแวดวงนั้นอย่างใกล้ชิด 

ผลปรากฏว่า กระทู้ในกลุ่มตัวอย่างถึง 97.3% ถูกจัดอยู่ในประเภทอื่น ๆ ซึ่งหมายความว่าไม่ได้มีการ AI เพื่อก่ออาชญากรรมเลยแม้แต่น้อย และมีเพียง 1.9% เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการที่ใครบางคนพยายามใช้เครื่องมือ AI ในการ Vibe coding ซึ่งเป็นการหักหน้ากลุ่มคนที่มองว่า AI จะทำให้แฮกเกอร์ยิ่งโจมตีหนักขึ้นหรือแกร่งขึ้น

AI สายมืดเป็นเรื่องมั่วนิ่ม

ย้อนกลับไปในปี 2023 ตลาดมืดได้มีการโฆษณาเวอร์ชันต่างๆ ของ ChatGPT เช่น WormGPT, FraudGPT ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้หลายคนอาจคิดว่ามันจะใช้งานได้จริงและเป็นภัยคุกคาม แต่งานวิจัยกลับเผยว่า “AI สายมืด” ที่ร่ำลือกันก็เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด สุดท้ายแล้ว AI พวกนี้ก็เป็นเพียงแค่ ChatGPT ที่ไม่ถูกจำกัดเนื้อหาก็เท่านั้น และเป็นการหลอกขายเครื่องมือกันเอง

ทำไม AI แย่งงานแฮ็กเกอร์ไม่ได้

จริงอยู่ที่ว่าแฮ็กเกอร์เองก็มีการใช้ AI ในการช่วยเหลือ แต่สาเหตุหลักที่ทำให้อาชีพของพวกเขาจะยังไม่ถูกแย่งงานง่ายๆ เป็นผลมาจาก “ความเชื่อใจ” 

กล่าวคือ ตัวของแฮ็กเกอร์เองนั้นยังไม่เชื่อว่า AI จะสามารถทำสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ได้เทียบเท่ากับมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฮ็กเกอร์สายมืด โดยงานหลักของ cybercrime มักจะเป็นการสร้างมัลแวร์ใหม่, แฮ็กระบบซับซ้อน, วางแผนโจมตี, social engineering ซึ่งยังต้องใช้ มนุษย์ที่มีทักษะสูงอยู่

งานวิจัยยังมีการเน้นย้ำอีกว่า สำหรับเหล่าแฮ็กเกอร์แล้ว AI ถือเป็นดาบสองคมที่ต้องระวัง ในแง่หนึ่ง AI สามารถเร่งกระบวนการทำงานได้เร็วขึ้นจริงแต่ในอีกแง่ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับแฮ็กเกอร์เช่นกันเพราะโค้ดที่ออกมายังไม่ได้มาตรฐาน แถมยังทำให้ทักษะการโค้ดถูกกัดกร่อนลงไปตามกาลเวลาด้วยหากยิ่งใช้งาน

สำหรับโลกใต้ดินแล้วการใช้ AI ก็ไม่ต่างจากการใช้งานบนดิน ผู้ที่มีทักษะน้อยจะยังคงหันไปหาเครื่องมือสำเร็จรูปที่ง่ายและไว ส่วนผู้ที่มีทักษะสูงจะใช้มันเป็นแค่เครื่องทุ่นแรงสิ่งที่ต้องทำซ้ำเท่านั้น

AI ช่วยอาชญากรอย่างไร

ในความเป็นจริงแล้วการ Disrupt โดย AI ที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ ปรากฏให้เห็นเพียงแค่ในกลุ่มล่างสุดของห่วงโซ่อาหารของเหล่าอาชญากร โดยเหล่านักต้มตุ๋นสาย SEO กำลังใช้ LLM ผลิตบล็อกขยะจำนวนมหาศาลเพื่อไล่ตามรายได้จากโฆษณาที่กำลังลดน้อยลง

นักต้มตุ๋นแนวโรแมนซ์ และขบวนการขายภาพลามกหลอกลวงเริ่มนำระบบเลียนเสียงและระบบสร้างรูปภาพมาปรับใช้ ส่วนพวกนักต้มตุ๋นประเภท “รวยทางลัด” ก็กำลังผลิตอีบุ๊กที่เขียนโดย AI ออกมาขายในราคาเล่มละ 20 ดอลลาร์

ตลาดที่น่ากังวลที่สุดที่ผู้วิจัยพบ คือบริการสร้างภาพนิ่งเปลือย โดยมีผู้ให้บริการรายหนึ่งโฆษณาว่า เขาสามารถทำให้ผู้หญิงคนไหนก็แก้ผ้าได้ด้วย AI 1 รูป ในราคา 1 ดอลลาร์

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อน แต่มันคือธุรกิจแบบเดิมที่เน้นกำไรน้อยแต่เน้นปริมาณมาก ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสแปมมาตลอดสองทศวรรษ เพียงแค่ตอนนี้มันทำงานบนเครื่องมือที่ดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

นักวิจัยได้ทิ้งท้ายข้อสังเกตว่า วิธีที่ AI จะเข้ามาปั่นป่วนระบบนิเวศอาชญากรรมไซเบอร์ได้มากที่สุด อาจไม่ใช่การทำให้คนร้ายเก่งขึ้น แต่อาจเป็นการบีบให้เหล่านักพัฒนาที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเทคโนโลยีถูกกฎหมาย ต้องหันเข้าสู่โลกใต้ดินเพื่อหางานทำ

ที่มา : Decrypt


มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่งานวิจัยนี้เปิดเผยคือ บริษัทรักษาความปลอดภัยหลายแห่งอาจปั่นกระแสความน่ากลัวของ AI ในมือแฮ็กเกอร์เกินจริงเพื่อขายซอฟต์แวร์ป้องกันของตัวเอง สะท้อนว่าภัยคุกคามที่เรากังวลกันนั้นอาจจะยังมาไม่ถึง หรือถูกประเมินค่าไว้สูงเกินจริงในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแน่นอนในขณะนี้คือจำนวนขยะดิจิทัลที่กำลังมากขึ้นด้วยฝีมือของอาชญากรเหล่านี้ ทำให้โลกออนไลน์เต็มไปด้วยสิ่งโสมม มากกว่าคอนเทนต์ที่ควรจะสร้างสรรค์กว่านี้