สรุปข่าว
- บริษัทเหมืองขุด Bitcoin ทั่วโลกกำลังปรับโมเดลธุรกิจ จาก “ขุดเหรียญ” ไปสู่การให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC)
- หุ้นกลุ่มเหมืองพุ่งแรงทั้งกระดาน นำโดย TeraWulf บวกขึ้น 17% ขณะที่ Hut 8, IREN และ Riot Platforms ต่างปิดบวกมากกว่า 5%
- รายงานจาก Bernstein เผยว่า เหมือง Bitcoin ในตลาดหุ้น 11 แห่ง ถือครองพลังงานรวมกันราว 27 กิกะวัตต์ ซึ่งกำลังกลายเป็น “ทรัพยากรล้ำค่า” สำหรับยุค AI
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
บริษัทเหมืองขุด Bitcoin กำลังได้รับอานิสงค์จากกระแส AI ซึ่งทำให้พลังงาน และ Data Center กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล โดยบริษัทเหมืองหลายแห่งมีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้ว จนเริ่มกลายเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของบริษัท AI และ Cloud รายใหญ่ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองขุดพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง นำโดย TeraWulf ที่บวกถึง 17% ขณะที่ Hut 8, IREN และ Riot Platforms ต่างปรับขึ้นตามกัน ด้าน Bernstein มองว่า ปัญหาใหญ่ของ AI ต่อจากนี้อาจไม่ใช่การขาดชิป แต่คือ “พลังงานไฟฟ้าไม่พอ” ทำให้เหมือง Bitcoin ที่ถือพลังงานรวมกันกว่า 27 กิกะวัตต์ กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่อุตสาหกรรม AI ต้องการ
บริษัทเหมืองขุด Bitcoin กำลังถูกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประเมินมูลค่าใหม่อีกครั้ง
เนื่องจากกระแส AI ที่กำลังร้อนแรงไม่ได้ส่งผลดีแค่กับบริษัทผลิตชิปอย่างเดียวอีกต่อไป ตอนนี้ บริษัทเหมืองขุดกำลังกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่บริษัท AI รายใหญ่ต้องการตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ บริษัทเหมือง Bitcoin หลายแห่งมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบระบายความร้อน และศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center อยู่แล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ธุรกิจ AI ต้องใช้ในการเทรนโมเดลและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเหมืองขุด Bitcoin หลายแห่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นำโดย TeraWulf พุ่งขึ้นถึง 17% หลังประกาศเข้าซื้อไซต์ Data Center ในรัฐเคนทักกี ขณะที่ Hut 8, IREN และ Riot Platforms ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 5% ภายในวันเดียว

การปรับตัวขึ้นของหุ้นเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มเชื่อว่าธุรกิจ AI และ ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม
อุตสาหกรรม AI กำลังขาดแคลนพลังงาน
แม้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรม AI มักถูกพูดถึงในมุมของการแข่งขันกันด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์ แต่รายงานจาก Bernstein มองว่า ปัญหาหลักตอนนี้ไม่ใช่การหาซื้อชิป GPU แต่คือการรอคิวขอใช้ไฟที่ยาวนานเฉลี่ยถึง 50 เดือน แม้แต่ในรัฐที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างเท็กซัส คิวก็ยังยาวเหยียด การสร้าง Data Center ใหม่จึงต้องใช้เวลา 3-5 ปี แถมต้นทุนยังมหาศาล
โดย Goldman Sachs คาดว่าความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ Data Center จะพุ่งขึ้นถึง 175% ภายในปี 2030 ในขณะที่ Deloitte ก็ประเมินตัวเลขไว้สูงลิ่วเช่นกัน
ความต้องการพลังงาน AI ในสหรัฐฯ อาจกระโดดจาก 4 กิกะวัตต์ในปี 2024 เป็น 123 กิกะวัตต์ในปี 2035 หรือเทียบเท่าไฟที่ใช้ในบ้านเกือบร้อยล้านหลัง แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Google และ Microsoft ที่ทุ่มทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ยังติดปัญหาการรอเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง
ทำไมเหมือง Bitcoin ถึงกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ AI
เหมืองขุดคริปโตไม่ได้มีดีแค่เครื่องขุด ASIC เก่าๆ เท่านั้น แต่พวกเขากุมหัวใจสำคัญของยุค AI ไว้ในมือ นั่นคือที่ดิน โควตาไฟฟ้า และระบบระบายความร้อน Frank Holmes ซีอีโอของ HIVE ชี้ว่า ในขณะที่คนอื่นต้องรอสร้างโรงงานหลายปี แต่นักขุดมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมสับสวิตช์ให้ AI ใช้ได้ทันที
ด้วยการมีหม้อแปลงและระบบหล่อเย็นอยู่แล้ว เหมืองขุดสามารถย่นเวลาสร้าง Data Center ลงได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ในยุคที่ชิปขาดแคลนและการแข่งขันสูงลิ่ว ความได้เปรียบเรื่องเวลาจึงกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้
มีตัวเลขประเมินว่า เหมืองขุดที่ปรับพื้นที่มารองรับ AI สามารถฟันรายได้ 1-4 ล้านดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ (MW) ต่อปี หรืออาจทะลุ 10 ล้านดอลลาร์ ซีอีโอของ IREN ยังย้ำด้วยว่า การรื้อห้องขุด ASIC มาใส่แร็ค GPU แทนนั้น ใช้เวลาจัดการแค่ไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่หลักปีเหมือนที่หลายคนคิด

สิ่งที่น่าสนใจสุดๆ คือ กรณีของ Cipher ที่เซ็นสัญญาระยะยาว 15 ปีกับ Amazon เพราะ Amazon ไม่ได้สนความเชี่ยวชาญด้านคริปโตเลยแม้แต่น้อย พวกเขาแค่กระหายพื้นที่ Data Center ที่ Cipher กำลังปรับปรุงจากเหมืองขุดบิตคอยน์มาเป็นคลังสมองให้ AI
อนาคตใหม่ เมื่อเหมืองไม่ต้องง้อบิตคอยน์เพียงอย่างเดียว
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแผนธุรกิจชั่วคราว แต่เป็นการยกเครื่องโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ รายได้จากการขุดเหรียญเตรียมหดตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะลดจาก 85% ลงมาเหลือไม่ถึง 20% ภายในสิ้นปี 2026 สำหรับบริษัทที่ได้ดีล AI
นี่คือการเบนเข็มจากธุรกิจเหมืองที่กำไรบางเฉียบและผันผวน ไปซบอกสัญญา Data Center ที่มั่นคงและมีอัตรากำไรสูงปรี๊ด บริษัทที่ปรับตัวทันสามารถฟันกำไรจากการดำเนินงานได้สูงถึง 80-90% จากการให้บริการ AI เลยทีเดียว
นักวิเคราะห์มองว่านี่คือ โมเดลธุรกิจ Hybrid แห่งอนาคต อย่างเช่น Hut 8 ที่ปล่อยเช่าชิป NVIDIA H100 ไปแล้วกว่า 1,000 ตัว ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็ตอบรับข่าวดีนี้อย่างชัดเจน โดยรายงานชี้ว่ากลุ่มเหมืองขุดกวาดสัญญา AI รวมกันไปแล้วกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ราคาหุ้นกลุ่มเหมืองขุดยังเทรดต่ำกว่าบริษัท Data Center ทั่วไปถึง 90% แปลว่าตลาดยังมองไม่เห็นมูลค่าที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ หากนักขุดแห่ทิ้งบิตคอยน์ไปทำ AI กันหมด ความปลอดภัยของเครือข่ายบล็อกเชนอาจจะลดลงตามไปด้วย
มุมมองผู้เขียน: ในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เรียกบริษัทเหล่านี้ว่า เหมืองขุด Bitcoin อีกต่อไป แต่พวกเขาจะกลายเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคตของ AI
ที่มาข่าว : CoinShares, CoinDesk, The Block, Bloomberg, Data Center Dynamics, Investing.com, Crypto.news, insights4vc

