bitkub-banner

Robert Kiyosaki ชี้ทองคำพุ่งกว่า 65% ใน 1 ปี แซงหน้าออมทรัพย์ที่ได้แค่ 4%

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robert Kiyosaki โพสต์ใน X เปรียบทองคำขึ้น 65% ในรอบ 1 ปี ขณะบัญชีออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนแค่ 4% ต่อปี
  • ธนาคารกลางทั่วโลกเป็นผู้ขายสุทธิพันธบัตรสหรัฐฯ มาตั้งแต่มีนาคม 2568 ขณะที่ซื้อทองคำสะสมทุบสถิติ มูลค่าสำรองทองคำของธนาคารกลางรวมแตะ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2569
  • สิ่งที่ต้องจับตาคือท่าทีของธนาคารกลางต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หากการลดสัดส่วนสำรองดอลลาร์เร่งตัว อาจส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ธนาคารกลางหันหลังให้พันธบัตรสหรัฐฯ แล้วกักตุนทองคำแทน สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพของดอลลาร์ในระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณที่เอื้อต่อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวอย่างทองคำและ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้

ตามรายงานจาก Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ได้โพสต์ข้อความใน X เปรียบเทียบผลตอบแทนทองคำกับบัญชีออมทรัพย์อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าทองคำขึ้นราคาถึง 65% ในรอบ 1 ปี ในขณะที่บัญชีออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนเพียง 4% ต่อปี พร้อมชี้ให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลก นั่นคือธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ แล้วนำเงินไปซื้อทองคำแทน ก่อนปิดท้ายด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า “เข้าใจภาพนี้แล้วหรือยัง?” ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่เขายึดถือมาตลอดว่าระบบการเงินดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ตัวเลขทองคำที่ Kiyosaki อ้างถึง สอดคล้องกับข้อมูลจริงแค่ไหน

ตัวเลข 65% ที่ Kiyosaki อ้างนั้น อาจฟังดูสูงเกินจริงหากเทียบกับข้อมูลล่าสุดในช่วงพฤษภาคม 2569 ซึ่งตัวเลขที่พบในรายงานหลายแหล่งบ่งชี้ว่าทองคำขึ้นในช่วง 34% ถึง 47% เมื่อเทียบปีต่อปี อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2568 ราคาทองคำเคยพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 65% หากวัดจากจุดต่ำสุดในบางช่วง และทองคำเคยแตะระดับสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี 2569 ดังนั้นตัวเลข 65% ของ Kiyosaki จึงอาจอ้างอิงจากช่วงวัดที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่ตัวเลขที่แต่งขึ้นมาเอง

ส่วนที่บอกว่าออมทรัพย์ให้ผลตอบแทน 4% ต่อปีนั้น ถือว่าถูกต้องสำหรับบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (High-Yield Savings Account) ในสหรัฐฯ แต่หากพูดถึงบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป ดอกเบี้ยเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่เพียง 0.38% ถึง 0.61% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่างจาก 4% อยู่มาก ดังนั้นจุดที่ Kiyosakiต้องการสื่อคือช่องว่างระหว่างผลตอบแทนที่คนส่วนใหญ่ได้รับจากการออม กับการขึ้นของทองคำนั้นกว้างมากจริง ๆ

ธนาคารกลางทิ้งพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นเรื่องจริงแค่ไหน

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขทองคำคือปรากฏการณ์ที่ Kiyosaki ชี้ให้เห็น ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ยืนยันว่าธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกเป็นผู้ขายสุทธิพันธบัตรสหรัฐฯ มาตั้งแต่มีนาคม 2568 ขณะเดียวกันก็สะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิรวม 244 ตัน นับเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกันที่ภาคธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อสุทธิ มูลค่าสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกแตะ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งสูงกว่ามูลค่าสำรองพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่ซับซ้อนกว่านั้น แม้ธนาคารกลางบางแห่งจะลดสัดส่วนพันธบัตรสหรัฐฯ แต่ยอดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติโดยรวมกลับแตะสถิติสูงสุดที่ 9.49 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งหมายความว่านักลงทุนเอกชนต่างชาติยังคงอยากถือพันธบัตรสหรัฐฯ แม้ธนาคารกลางบางส่วนจะเดินหน้าลดการพึ่งพาดอลลาร์ก็ตาม แรงหนุนของการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งการที่สหรัฐฯ อายัดสำรอง 3 แสนล้านดอลลาร์ของรัสเซียในปี 2565 ซึ่งทำให้หลายประเทศตระหนักว่าการถือสินทรัพย์ในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงกว่าที่เคยคิด

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Robert Kiyosaki เตือนระบบการเงินกำลังพัง มองราคาแร่เงินมีโอกาสแตะ $200 และก่อนหน้านั้นยังมีรายงาน พ่อรวยสอนลูกชี้ทองคำพุ่งแรงเป็นสัญญาณบวก เตรียมดัน Bitcoin ทะยานรับเป้า $250,000 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Kiyosaki มองการขึ้นของทองคำเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางตลาดในวงกว้างมาอย่างต่อเนื่อง


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ Kiyosaki พูดครั้งนี้ตรงประเด็นกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะเขาไม่ได้พูดถึง Bitcoin เลยแม้แต่คำเดียว แต่เป็นการชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริงในระบบการเงินโลก การที่ธนาคารกลางหลายแห่งลดสัดส่วนพันธบัตรสหรัฐฯ แล้วซื้อทองคำแทนนั้นเป็นเรื่องที่มีข้อมูลยืนยัน ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสมคบคิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือตัวเลข 65% ของ Kiyosaki อาจไม่ตรงกับช่วงเวลาที่เขาโพสต์พอดี และการที่บอกว่าออมทรัพย์ให้แค่ 4% นั้นก็ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปอยู่มาก สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่าธนาคารกลางในเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียจะเร่งซื้อทองคำเพิ่มต่อไปหรือไม่ เพราะถ้าทิศทางนี้ยังดำเนินต่อ มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของทองคำอีกต่อไป แต่จะเป็นสัญญาณที่ใหญ่กว่านั้นมากสำหรับทุกสินทรัพย์ที่เป็นทางเลือกให้ดอลลาร์

ที่มา: @RobertKiyosaki

เครดิตภาพจาก @LuckieKimCfi